คอลัมน์ เหล็กใน นสพ ข่าวสด :มะรุม มะตุ้ม

ทันทีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ประกาศแผนโรดแม็ปพร้อมวันเลือกตั้งใหม่ 14 พ.ย.

สังคมโดยองค์ รวมก็ถอนหายใจกันเฮือกใหญ่ เพราะคาดว่าปัญหาต่างๆ น่าจะคลี่คลายไปได้ด้วยดี

แต่ การณ์กลับไม่เป็นเช่นนั้น

ฝ่ายเสื้อแดงยังไม่ยอมก้าวลงจากเวทีแม้จะ มีบันไดพาดรอไว้แล้ว

ทางหนึ่งเพราะรู้สึกว่านายอภิสิทธิ์ ไม่ยอมประกาศให้ชัดเจนเรื่องการยุบสภา และยังเกรงปัญหาเรื่องการตี ความคำพูดอันเป็นจุดแข็งของพรรคประชาธิปัตย์

ที่สามารถพลิกพลิ้วไป ได้เรื่อยๆ หากพูดให้มันคลุม เครือเข้าไว้

จึงเป็นข้ออ้างให้เสื้อ แดงปักหลักชุมนุมต่อไป ซึ่งยังไม่รู้ว่าจะเป็นบวกหรือลบ เพราะท่าทีของรัฐบาลยามนี้ถือว่าถอยให้มากพอสมควรแล้ว

ขณะเดียวกัน อีก 2 ม็อบที่ออกมาเคลื่อนไหวทันทีคือเสื้อเหลือง และเสื้อหลากสี

แสดง ความไม่พอใจที่เห็นนายอภิสิทธิ์ ยอมอ่อนข้อให้เสื้อแดง

โดยเฉพาะ พันธมิตรฯ แกนนำแต่ละคนแสดงออกอย่างกระหายเลือด เหมือนต้องการให้ทหารสาดกระสุนเข้าใส่ผู้ชุมนุมให้ตายหงส์ ตายห่าน เสียให้หมด

ไม่ได้นึกเลยว่าตัวเองก็เคยออกมาเคลื่อนไหวสร้างความ เดือดร้อนให้บ้านเมืองทั้งยึดทำเนียบฯ และยึดสนามบิน

มีคดีความมาก มายจ่อหลังอยู่ แต่ทำเป็นหน้ามึนจี้ให้ตำรวจเร่งจัดการตามกฎหมายกับเสื้อแดง

ส่วน เสื้อหลากสีไม่ต้องพูดถึง จะว่าไปแล้วก็เหลือง อ่อนๆ นั่นแหละ

จุด มุ่งหมายก็ชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ยุบสภา

จึงมีคำถามตามมาในพลันว่า ทำไมเสื้อเหลืองและเสื้อหลากสี ถึงกลัวการเลือกตั้งใหม่ ทั้งๆ ที่นี่คือหนึ่งในองค์ประกอบของระบอบประชาธิปไตย

พันธมิตรฯ เองก็มีพรรคการเมือง ที่จริงน่าจะอยากให้มีการเลือกตั้งใหม่เร็วๆ จะได้เข้าไปชูคอในฐานะ ส.ส. หรือจับพลัดจับผลูได้เป็นรัฐมนตรีกับเขาอย่างถูกต้องตามขั้นตอน

การ แสดงออกแบบนี้ อาจจะถูกกล่าวหาได้ว่า อยากมีอำนาจ อยากได้ผลประโยชน์ แต่ไม่อยากมาตามขั้นตอน

เหมือนอยากให้ลูกหลานเข้าเรียนมหาวิทยาลัย แต่ไม่อยากสอบแข่งกับเด็กคนอื่น ใช้วิธีทวงบุญคุณ หรือข่มขู่เพื่อให้เข้าเรียนได้โดยไม่ต้องสอบ

อยู่ในระบอบ ประชาธิปไตยแต่กลัวการเลือกตั้ง เป็นเรื่องตลกแต่ขำไม่ออกจริงๆ

ตอน นี้เหมือนทุกอย่างกลับตาลปัตรไปหมด ฝ่ายเสื้อแดงที่ถูกกล่าวหาว่าต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครองของไทย แต่กลับเรียกร้องให้เลือกตั้งใหม่

ขณะที่พันธมิตรฯ หรือเสื้อหลากสี ที่อ้างตัวว่ารักประชาธิปไตย และต้องการรักษาระบอบนี้ไว้ กลับกลัวการเลือกตั้งขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ตกลงว่าใครมีแนวคิดอยาก เปลี่ยนระบอบการปก ครองของไทยกันแน่!?

หน้า 6

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNakE0TURVMU13PT0=&sectionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBeE1DMHdOUzB3T0E9PQ==

คดี ยุบปชป.สะเทือนโรดแม็ป

คดี ยุบปชป.สะเทือนโรดแม็ป
คอลัมน์ รายงานพิเศษ

หลัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ประกาศแผนโรดแม็ปก็เจออุปสรรคทันที

เริ่มจากคนในพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะบรรดาทีมกุนซือใหญ่ ทั้ง นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค และ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษา

แม้เห็นด้วยกับแผน ปรองดองกู้วิกฤตชาติ แต่ไม่แฮปปี้กับเรื่องยุบสภา

เช่นเดียวกับ สมาชิกพรรค กลุ่มผู้สนับสนุน รวมถึงกลุ่มพันธมิตรฯ คนเสื้อหลากสี ก็ดาหน้าคัดค้าน หาว่าเป็นการเกี้ยเซี้ยกับนายใหญ่ พาดบันไดทางลงให้คนเสื้อแดงยุติการชุมนุมโดยไม่เสียฟอร์ม

จึงไม่ ใช่ “โรด แม็ป” แต่เป็น “เรดแม็ป”

หรือแม้แต่คนเสื้อแดงเองก็ยึกยัก ตั้งแง่ไม่ยอมคืนพื้นที่ราชประสงค์ง่ายๆ เดินหน้าไล่บี้นายกฯ ให้ประกาศวันยุบสภาให้ชัด แม้เป็นสิ่งที่สามารถคำนวณได้เองก็ตาม

แต่ ด่านสำคัญซึ่งถือเป็นด่านหิน คือ คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่โดนดักสกัดไว้ถึง 2 ชั้น

ชั้นแรกคือ คดีอำพรางเงินบริจาค 258 ล้านบาทจากบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน)

อีก ชั้นคือ คดีนำเงินกองทุนสนับสนุนพรรค การเมือง 29 ล้านบาท ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

โดยขั้นตอนคดีแรก อยู่ระหว่างกกต.นำหลักฐานแจ้งต่ออัยการสูงสุด เพื่อให้อัยการสูงสุดยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้มีคำสั่งยุบพรรค คาดว่าเร็วๆ นี้เรื่องคงถึงมืออัยการ

ขณะที่คดีหลังคืบหน้าไปมาก ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องแล้วตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย. อยู่ระหว่างการให้พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะผู้ถูกร้อง ใช้สิทธิ์ยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

แต่หาก ดำเนินการไม่ทัน มีสิทธิ์ยืดเวลาการยื่นคำชี้แจงได้อีก 30 วัน

ทั้ง นี้ โทษสูงสุดของคดี คือ ยุบพรรคและตัดสิทธิ์กรรมการบริหารเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งนายอภิสิทธิ์ถือเป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในข่าย เพราะขณะเกิดเรื่องดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค

หากมีการยุบพรรคเกิด ขึ้นจริง จะกลายเป็นจุดพลิกผันทางการเมือง นอกจากเก้าอี้นายกฯ จะว่างลง แผนโรดแม็ปยังมีอันต้องเป็นโมฆะทันที

ดังนั้น กรณีนายกฯ วางคิวเลือกตั้งล่วงหน้าไว้วันที่ 14 พ.ย. แท้จริงแล้วไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าในช่วง 6-7 เดือนนับจากนี้ จะไม่เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง

ขนาดคนใกล้ชิดอย่างวอลเปเปอร์ ศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา ยังยอมรับพร้อมส่งสัญญาณหนักใจ

“วันยุบสภา จะอยู่ระหว่างวันที่ 15-30 พ.ย. แต่จะให้กำหนดตายตัวเป็นเรื่องยาก”

“ไม่ ใช่นายกฯ จะเซ็นยุบสภาได้ทันที อาจมีปัจจัยหลายอย่างที่ไม่สามารถยุบสภาในวันที่ตั้งใจจะยุบได้”

คดี นี้จึงไม่กระทบแค่พรรคประชาธิปัตย์อย่างเดียว แต่ยังส่งผลต่อทางออกของวิกฤตการเมืองปัจจุบันด้วย ทำให้สถานการณ์ยุ่งยากซ้ำซ้อนเข้าไปอีก

กลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต ประเทศก้าวไม่พ้นทางตัน

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ แม้บรรดาส.ส. ออกมาแสดงความเห็นว่าไม่หนักใจ แต่ท่าทีและความเคลื่อนไหวของแกนนำกลับตรงกันข้าม

เห็นได้จากการคัด เลือกคนมาร่วมทีมสู้คดี ล้วนแต่เป็นนักกฎหมายมือฉมังและมากประสบการณ์ เช่น นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง นายวิรัช ร่มเย็น ส.ส.ระนอง ฯลฯ

แม้ แต่รุ่นเก๋าระดับนายชวน หลีกภัย ยังลงมาลุยคดีเองในฐานะหัวหน้าทีม

ทนาย ของพรรคอย่าง นายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ก็มาเป็นทนายความคดีนี้

ไม่ให้ เสียชื่อพรรคที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 64 ปี

ยิ่งหลายฝ่ายตั้งข้อ สังเกตเรื่องพฤติกรรมการกระทำผิดคล้ายกับพรรคพลังเกษตรกร ที่ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งมีคำสั่งยุบพรรคเมื่อวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา ยิ่งทำให้แนวทางการเตรียมตัวสู้คดีของแกนนำเป็นไปด้วยความรอบคอบ

โดย เฉพาะนายชวนกล่าวย้ำหลายครั้งว่า คดีนี้จะประมาทไม่ได้โดยเด็ดขาด

อย่าง ไรก็ตาม นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ส.ส.นครนายก อดีตรองเลขาธิการพรรคสมัยที่เกิดเรื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทำงานสู้คดีนี้ ยอมรับว่าหนักใจ เพราะความผิดชัดเจน

ระบุว่าพรรคทำป้ายหาเสียงผิด สเป๊กจากที่กกต. กำหนดไว้จริง โดยกกต.กำหนดไว้ว่าต้องสูง 2.40 เมตร กว้าง 1.30 เมตร แต่ป้ายที่พรรคทำคือ สูง 2.40 เมตร กว้าง 1.20 เมตร

เล็ก กว่าที่รายงานกกต.ไป 10 ซ.ม.

“เห็นด้วยกับที่ กกต.เสนอให้ยุบพรรค เพราะตามข้อเท็จจริงต้องยอมรับว่ามีการทำผิดจริงตามข้อกล่าวหา แต่เป็นการทำผิดที่ไม่เจตนา เนื่องจากป้ายขนาด 1.30 เมตร และ 1.20 เมตร มีราคาเท่ากัน”

“จึงถือว่าเป็นปลาตายน้ำตื้น ที่พรรคเก่าแก่ผ่านการเลือกตั้งมา หลายสิบปี ต้องมาถูกยุบแค่ทำป้ายผิดขนาดไป 10 ซ.ม.”

นายชาญชัย ยังนำไปเทียบกับกรณีของอดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช ว่าแม้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายตัวฉกาจ แต่ต้องมาตกเก้าอี้นายกฯ เพราะแค่ผัดข้าวโชว์ทางทีวี

ขณะที่นายนิพิฏฐ์ มองสถานการณ์ด้วยความห่วง ถึงกับประเมินผลที่ตามมาในแง่ร้ายสุดเพื่อให้เห็นภาพ

ว่าถ้าศาลมีคำ สั่งภายใน 4-5 เดือนนี้จะกระทบรัฐบาลแน่นอน

เพราะจะมีส.ส.ของพรรค หายไป 30 กว่าเสียง เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารชุดที่เกิดเรื่อง ซึ่งมีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรค นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เป็นเลขาธิการพรรค

จะทำให้รัฐบาลกลายเป็นเสียงข้างน้อยทันที ส่งผลให้พรรคร่วมรัฐบาลมีโอกาสพลิกขั้วสูง

“เมื่อถึงจุดนั้น ไม่ต้องทำอะไรแล้ว”

“แก้รัฐธรรมนูญก็ทำไม่ได้ เสนอร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ก็ต้องถูกคว่ำกลางสภา เพราะเสียงไม่พอ รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ”

นั่นจึงเป็นที่มาของกระแสข่าวการเปลี่ยนตัว นายกฯ เพื่อลดสุญญากาศทางการเมือง โดยให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดียุบพรรคมาดำรงตำแหน่งแทน เช่น นายชวน และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ตามที่แกนนำนปช.บางคนเคยเสนอ

วิธี นี้ยังช่วยต่ออายุรัฐบาลให้อยู่ครบวาระ ในเวลาที่เหลืออีก 1 ปี

ยิ่ง ตอนนี้มีข่าวกระหึ่มว่าการตัดสินคดียุบพรรคจะเร็วขึ้น และคนในพรรคประชาธิปัตย์คาดการณ์เองว่าน่าจะเป็นข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี

อยู่ที่นายอภิสิทธิ์จะเลือกฝ่าวิกฤตด้วยวิธีใด?

หน้า 3

ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNVEE0TURVMU13PT0=&sectionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBeE1DMHdOUzB3T0E9PQ==

“ผช.เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์” ถาม “ข้อหาล้มเจ้า-โหนสถาบันกษัตริย์” อันไหนหนักกว่ากัน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1273138983&grpid=&catid=02

“ผช.เจ้าอาวาสวัดสุทัศน์” ถาม “ข้อหาล้มเจ้า-โหนสถาบันกษัตริย์” อันไหนหนักกว่ากัน

พระราชวิจิตรปฏิภาณ “เจ้าคุณพิพิธ” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม  ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เช้าข่าวข้น” ทางโมเดิร์นไนน์ทีวี เกี่ยวกับเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองไทยซึ่งมีการเผยแพร่ต่อทางเว็บไซ ต์ ยูทิวบ์ และเฟซบุ๊ค เจ้าคุณพิพิธ กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ทำโครงสร้างนี้ขึ้นมาเป็นสงครามกลางเมืองที่ใหญ่ที่สุด ยังไม่เคยมีการใส่ข้อหาล้มเจ้าที่เป็นโครงข่ายโยงใยขนาดนี้ รัฐบาลได้สร้างคอมมิวนิสต์ อย่าลืมว่าคอมมิวนิสต์ถ้าเป็นสมัย ประธานาธิบดี เหมา เจ๋อ ตุง ผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นการสู้รบนอกเขต แต่การใส่ข้อหาแบบนี้เป็นการสร้างคอมมิวนิสต์ในตัวเมืองทุกเมือง และถ้ารัฐบาลนี้พิสูจน์ไม่ได้ ถือว่ารัฐบาลได้สร้างชนวนให้เกิดขึ้นกับประเทศชาติต้องพิสูจน์โดยเร็ว
“เขาเสนอให้ยุบสภาใน 15 วัน ต่อมาเป็น3 เดือนจะทำอะไร ไม่ต้องห่วงงบประมาณ นักการเมืองทุกพรรครู้ว่าการทำงบประมาณสมัยหน้าเป็นผลประโยชน์ของประเทศหรือ ของใคร สัมปทานรัฐเกิดขึ้นใครได้ผลประโยชน์ ทำไมรัฐบาลไม่พูดกับ นปช.ว่าผมได้กู้งบประมาณ 4 แสนล้าน ถ้าผมออกเร็วยังใช้หนี้ไม่ได้คุณต้องรับผิดชอบ ถ้าคุณเป็นรัฐบาลใหม่ มีคนเคยห่วงไหมว่า รัฐบาลนายกฯคนนี้กู้เงินไปแล้ว 4 แสนล้าน วันนี้เม็ดเงินยังไม่เข้ามา จะต้องทิ้งหนี้สินให้ประชาชาติเท่าไร การที่รัฐบาลขอเวลานานไป นอกจากเรื่องงบประมาณแล้วไม่ยอมแก้ไขรัฐธรรมนูญ  ทั้งที่พรรคการเมืองอื่นต้องการแก้ไขเพื่อประชาชน แก้ 2 มาตราก็จบ แต่ไปสร้างข้อแม้ว่าอยากอยู่ แต่อยู่แล้วได้อะไร” เจ้าคุณพิพิธ กล่าว
พระราชวิจิตรปฏิภาณ ยังได้นำเสนอว่า นักการ เมืองมี 3 ประเภท
1. นักการเมืองเดินได้ทั่วแผ่นดิน
2. นักการเมืองไม่มีแผ่นดินจะเดิน
3. นักการเมืองไม่มีแผ่นดินจะอยู่

เจ้าคุณพิพิธถามว่า ลองลากประวัติศาสตร์ จากการที่มีประชาธิปไตย นักการเมืองคนไหนเดินได้ทั่วแผ่นดินถ้าเป็นนายกฯของคนทั้งประเทศแล้วเดินไม่ ได้ทุกที่อย่าเป็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะกลับมา เดินไม่ได้ ก็อย่าคิดกลับมา นปช.กับกลุ่มแกนนำหรือใครเป็นหัวโจก อดีตนายกฯ เดินไม่ได้หากลงไปเดินก็ต้องโดนตี โดนขว้าง  โดนดักยิง แล้วจะเป็นทำไม เป็นแล้วเดินไม่ได้ทั้งแผ่นดินจะเป็นทำไม ที่สำคัญนักการเมืองไม่มีแผ่นดินจะอยู่  ถามว่าคู่กรณี 2 คน พ.ต.ท.ทักษิณ กับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย วันนี้อยู่ที่ไหน วันนี้นายสนธิ อยู่ที่ไหน ไม่มีแผ่นเดินจะเดินจะอยู่พอกันกับพ.ต.ท.ทักษิณ จากที่เคยเป็นเพื่อนกัน กินนอนมาด้วยกัน คุยความลับกัน เอามาฉะกัน ฝ่ายที่พูดได้เปรียบ ฝ่ายที่ไม่ได้พูดก็เสียเปรียบ อย่าว่าแต่นักการเมืองเลย สื่อมวลชนที่เล่นการเมืองก็โดนเหมือนกันหากลงมาเล่นการเมืองก็ไม่มีแผ่นดิน จะอยู่เหมือนกัน
พิธีกรถามถึงความเป็นห่วงเรื่องกฎหมายใช้ไม่ได้รัฐบาลต้องใช้กฎหมาย ให้เด็ดขาดคิดว่าจะแก้ไขได้หรือไม่
เจ้าคุณพิพิธ กล่วว่า ถ้าใช้กฎหมายเด็ดขาด นปช.พูดว่ารัฐบาลนี้ 2 มาตรฐาน นปช.ท้าทายให้มาจับ ถ้าคุณเป็นรัฐบาลต้องไปจับพันธมิตรก่อน เพราะว่าไม่มีอะไรเลยที่ นปช.ทำแล้วไม่เลียนแบบพันธมิตร
“อาตมาถามว่ามีอะไรที่นปช.ไม่ได้ทำแบบพันธมิตรบ้าง เพียงแต่รัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช กับนายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์ พ้นจากอำนาจไปแล้ว ความผิดเหล่านี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลนี้ต้องเข้าไปจัดการให้มันเสมอภาคกัน ถ้ารัฐบาลนี้ดำเนินการฟ้องร้องพันธมิตร อย่ามีใครแตะนะ วันนี้เขาลือจนไม่มีใครไม่รู้ว่ามีมืออื่นมาห้ามไว้  พันธมิตรก็ลอยนวล ความเสียหายที่พันธมิตรทำไว้กับหน่วยงานรัฐ คือ ทำเนียบรัฐบาล ไล่นายกฯที่สนามบินไปปิดสนามบิน อย่ามาตีสำนวน ความผิดตรงนั้นเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลนี้ถูกต้องหรือไม่  ถ้าจัดการพันธมิตรได้ นปช.ต้องยอมแล้วประชาชนจะเห็นความยุติธรรม  เขาบอกแล้วปิดสื่อทำไมไม่ปิดพันธมิตร ช่อง “เอเอสทีวี” แต่สื่อ นสพ.ไม่ต้องไปปิด แต่สื่อวิทยุกับโทรทัศน์ทำไมไม่ปิดให้พร้อมกัน ทำไมต้องไปเปิอโอกาสให้เอื้อโจมตีกัน”เจ้าคุณพิพิธ กล่าว
เจ้าคุณพิพิธ กล่าวเเพิ่มเติมว่า มัน มีข้อหา 2  ข้อหาที่รัฐบาลต้องคำนึงถึง คือ ข้อหาที่รัฐบาลและพันธมิตรกระทำต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ คือ จาบจ้วงเจ้า ล้มสถาบัน แต่ขณะนี้มี 1 ข้อหาที่น่ากลัวมาก คือ การโหนสถาบันพระมหากษัตริย์แล้วมาบดขยี้ฝ่ายตรงข้าม อะไรมันหนักหนาต่อสถาบันมากกว่ากัน นักธุกิจที่สี่แยกราชประสงค์ไม่กล้ารวมตัวกันเพื่อขอความคุ้อครองต่อศาล เพื่อให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ทั้งๆที่ทำได้ แต่เขากลัวว่าจะมีการบุกการระเบิดมีการเผา หลังจากจบงานนี้เขาจะฟ้องร้องค่าเสียหาย แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาชดใช้ ขอถาม นปช. ใครจะป็นคนใช้หนี้ ทุกคนจะมีหนี้เป็นพันๆล้าน รัฐบาลบอกจะเยียวยาแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาชดใช้ อย่างไรก็ตามต้องมีคนฟ้องต่อรัฐบาล ถามว่าเงินที่เอามาชดใช้ภาคธุรกิจและเกื้อกูลเป็นเงินใคร มันคือเงินชองประชาชนไม่ใช่หรือ

“ถ้ามีคนบ้าขึ้นมาไปบีบธุรกิจ ถ้าอาตมาเป็นฝ่ายตรงข้ามจะไปยิงฝั่งเครือข่ายชินวัตรเหมือนกัน ซึ่งจะมีการส่งทหารไปเฝ้าเหมือนกัน มันจะต้องบีบตรงนั้น ตรงนี้ก็ต้องคลายเหมือนกัน ถ้าอาตมาเป็น ผบ.ทบ.จะต้องเชิญใครมาบ้าง แล้วรีบไปคุยกับ นปช.เอาเหตุผลมาบอกรัฐบาล คุยกับรัฐบาลเอาเหตุผลมาคุยกับ นปช. ให้ทั้ง 2 ฝ่ายมาคุยกัน ว่าต้องทำเพื่อชาติ เพราะคนเหล่านี้อยู่ได้ 4 ปี แต่ประเทศชาติต้องอยู่ได้นาน ทหาร ตำรวจ ต้องเป็นหลัก ต้องเอาคนกลางเป็นหลัก ฝากบอกเป็นอดีตนายกฯพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กับนายสมชาย ทั้งคู่จะมารบกวน ในหลวงทำไม ทำไมไม่บอก นปช. พ.ต.ท.ทักษิณ ให้หยุด หรือเราไม่มีศักยภาพที่จะบอกอย่ามุ่งกับในหลวง คนที่ไม่มีศักยภาพที่จะบอก ให้คนเลื่อก็ลากออกจาการเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค เพราะคนในพรรคยังไม่ฟัง เพราะอ่อนด้อยทางการเมืองหรือเปล่า หรือไม่ก็ประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวเด็ดขาดไปเลย” เจ้าคุณพิพิธ
พิธีกรถามว่า ถ้าจะมีการใช้กฎหมายสลายการชุมนุมถ้ารัฐจำเป็นต้องขอพื้นที่ราชประสงค์คืน

เจ้าคุณพิพิธ กล่าวว่า รัฐไม่มีความจำเป็น จะฆ่าคนหนึ่งคน ตากล้องทั่วโลกเป็นพันกล้อง อย่าคิดว่ามีกล้องรัฐบาลฝ่ายเดียว ทั่วโลกจับตาดู คนเป็นหมื่นคนจะเอาศพไปไว้ที่ไหน สมรภูมิตรงนั้นเอื้ออำนวยหรือไม่ ซึ่งสถานที่ตรงนั้นไม่ได้เอื้ออำนวยต่อการสลายม็อบ รัฐบาลที่เด็ดขาดคือรัฐบาลที่ใช้กฎหมายอย่างยุติธรรม และรัฐบาลที่เด็ดขาดและประชาชนเชื่อคือ รัฐบาลที่มีบุญคุณต่อประชาชน อดีตนายกฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ 8 ปี หลังจากนั้นอีก 10 ปี ทำไมคนเชื่อพล.อ.เปรม เพราะอดีตนายกฯเปรม เป็นคนมีบุญคุณต่อประชาชน และพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ 6 ปี มีบุญคุณต่อประชาชนเพราะหมดช่วง พ.อ.เปรม ไปแล้ว แต่ทำไมรัฐบาลนายสมัคร นายสมชาย คนไม่ฟัง ทำไมพันธมิตรไม่ยอม รัฐบาลนี้ก็เหมือนกันไม่มีบุญคุณกับประชาชน ถึงจะใช้ปืน ใช้ระเบิด คนตายเกลื่อน แต่ประชาชนยังสู้ ทุกฝ่ายต้องลดลงมา  ทหารต้องมาคุย ต้องมีตัวกลาง แล้วต่อรองประกาศเป็นปฏิณญา จบงานนี้ปิดสถานีเอเอสทีวี ปิดทีวีเสื้อแดง รัฐบาลต้องไม่กล่าวโจมตี  ครั้งนี้จะไม่มีใครเป็นผู้ชนะ แต่ต้องมีผู้เสียสละ แล้วมันจะจบ

ข่าวสด : ล้มเหลว

วันที่ 07 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7099 ข่าวสดรายวัน


ล้มเหลว

คอลัมน์ เหล็กใน

แผนโร ดแม็ป กับกำหนดวันเลือกตั้ง 14 พ.ย.

ช่วยดับไฟการเมือง การม็อบได้อย่างชะงัด

นายกฯ อภิสิทธิ์ทำในสิ่งที่ควรทำ หลังปล่อยจนตายไปเกือบ 30 ศพ บาดเจ็บอีกร่วมพัน

ไม่นับความเสียหาย ทางเศรษฐกิจ สังคม ที่ยังประเมินมิได้ และยากจะเยียวยา

กว่า 50 วันของม็อบเสื้อแดง สะท้อนความจริงหลายๆ สิ่งหลายๆ เรื่องในบ้านเมือง

โดย เฉพาะนักการเมือง ในฐานะผู้รับผิดชอบประเทศชาติ ประชาชน

จำเป็นต้อง เรียนรู้ให้หนัก ให้มาก ให้กระจ่าง

เพราะประเทศไทยไม่เหมือนเดิมอีก แล้ว!

ไม่เหมือนเดิมแบบไหน อย่างไร กว่า 50 วันที่ผ่านมาหา คำตอบได้ไม่ยาก

จริงๆ ชัดๆ ก็คือ ประเทศแบ่งแยก ประชาชนแบ่งข้าง สถาบันสั่นคลอน

ความล้มเหลวของรัฐบาลอภิสิทธิ์ในการจัดการม็อบ

เป็น บทเรียนเล่มใหญ่ กระจกเงาบานยักษ์ สำหรับนัก การเมืองที่จะมารับผิดชอบประเทศชาติ ประชาชนนับจากนี้

ตัวอย่างความ ล้มเหลวอันโดดเด่น ก็เช่น ด้านความมั่นคง ด้านข้อมูลข่าวสาร ด้านการต่างประเทศ

ผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคง ล้มเหลวทั้งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ยุทธการ

ผิดแล้วพลาด พลาดแล้วผิด ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ชีวิตประชาชน ชีวิตเจ้าหน้าที่เกือบ 30 ศพ บาดเจ็บอีกร่วมพัน

ตามหลอกหลอนไปอีกนาน!

ด้านข้อมูลข่าวสาร ล้มเหลวขนาดไหน

วัดได้จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงรุนแรงทั่วทุก สารทิศ

โดยเฉพาะจากบุคคล องค์กรที่เป็นกลาง ทั้งในและนอกประเทศ

สื่อ สารมวลชนของรัฐตกต่ำสุดขีด ทั้งภาพลักษณ์ คุณภาพ จรรยาวิชาชีพ

รัฐมนตรี กับสถานีข่าวสาร

กลายเป็นปีศาจร้ายและตัวตลกไปพร้อมๆ กัน??

ด้าน การต่างประเทศ วัดความล้มเหลวได้จากปฏิ กิริยานานาอารยะประเทศ

ที่ เสนอ สะท้อน แสดงออก

ขนาดรักษามารยาทเต็มที่ ทว่าไม่มีประเทศไหน องค์กรระหว่างประเทศใด ชื่นชมยกย่องนายกฯ หรือรัฐบาลไทย

มีแต่ตำหนิ ติติง ตักเตือน

ชาวโลกไม่เชื่อถือผู้นำไทย รัฐมนตรีไทย!!

ไม่ ว่าม็อบจะสลายตัว หรืออยู่ต่อ

ไม่ว่ารัฐบาล หรือศอฉ. จะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ในฐานะผู้รับผิดชอบ อภิสิทธิ์-สุเทพ-สาทิตย์-กษิต ต้องถือว่า

ล้มเหลว!?

หน้า 6

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNakEzTURVMU13PT0=&sectionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBeE1DMHdOUzB3Tnc9PQ==

ข่าวสด : วิพากษ์ ผัง”ล้มเจ้า”ฉบับศอฉ.

ที่มา: http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNVEEzTURVMU13PT0=&sectionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBeE1DMHdOUzB3Tnc9PQ==

วิพากษ์ ผัง”ล้มเจ้า”ฉบับศอฉ.

รายงานพิเศษ


พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ / ปิยบุตร แสงกนกกุล

วัน ที่ 6 พ.ค. ในการสัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาส เปิดตัวหนังสือหลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ “จากกฎหมายหมิ่น ถึงขบวนการล้มเจ้า” ที่ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยโครงการประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมาย มหาชน คณะนิติศาสตร์ มธ. ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จัด อภิปรายหัวข้อ “บทวิพากษ์ขบวนการล้มเจ้าฉบับศอฉ.” โดยนักวิชาการวิเคราะห์ถึงข้อกล่าวหาของศอฉ. เกี่ยวกับขบวนการล้มเจ้า โดยสรุปไว้ดังนี้

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

อาจารย์ รัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ขบวนการล้มเจ้าสัมพันธ์กับการใช้กฎหมาย ตรรกะของคนที่ใช้กฎหมายจะบอกว่ากฎหมายมีเยอะดี อยู่ที่รัฐจะใช้ป้องกัน ถ้ารัฐดีก็ใช้ได้ แต่มีประเด็นแทรกว่าการตั้งข้อหาล้มเจ้าเพื่อยกระดับการใช้กฎหมาย จากนี้เราอาจจะเห็นการเลือกตั้งภายใต้การชุมนุมหรือใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

สังคม ไทยเป็นสังคมที่เรารู้ความจริงแล้วอาจจะจัดการอะไรไม่ได้ ประเทศที่พัฒนาแล้ว เศรษฐกิจเดินหน้า มีประชาธิปไตย ทำไมกระแสเรื่องแบบนี้แรง ในเชิงโครงสร้างเรากำลังเกิดอะไรขึ้น เช่น หากมองสังคมขาดแคลนจุดร่วมที่คุยกันรู้เรื่อง ขาดจิตวิญญาณร่วม เป็นเพราะความเป็นรัฐจินตนาการรูปแบบไม่ได้ หรือคิดทางเลือกอื่นไม่ได้แล้ว

ปิย บุตร แสงกนกกุล

อาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์

แผนผัง ล้มเจ้าของศอฉ.เป็นเรื่องไร้สาระ เมื่อปี 2552 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ซึ่งขณะเป็นเลขา ธิการป.ป.ท. เคยเสนอให้เพิ่มโทษหมิ่นสถาบัน

แต่ วันนี้ผังล้มเจ้าของศอฉ.กำลังฉกฉวยมาตรา 112 ที่นายธาริต เคยเสนอนำมาเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ใช้ประโยชน์ทิ่มแทงคนอื่นหรือไม่ ฝากบอกรัฐบาลและศอฉ.ให้พิจารณาด้วย ขณะที่นายธาริต ซึ่งตอนนี้มีชื่อเสียงโด่งดังก็ไม่ได้คัดค้าน

ในยุโรปประเทศที่ เจริญแล้วได้เลิกกฎหมายไปแล้ว หรือบางประเทศใช้แค่กฎหมายหมิ่นประมาทธรรมดา หรือมีแค่โทษปรับเท่านั้น ขณะที่ของไทยไม่เหมือนใครในโลก เพราะบอกว่าสถาบันกษัตริย์ของไทยเป็นเรื่องเฉพาะ แต่นำมาใช้ทำลายล้างกัน ปัจจุบันมีโทษสูง 3-15 ปี มากกว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียอีก


สาวตรี สุขศรี/อนุธีร์ เดชเทวพร

สาว ตรี สุขศรี

อาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์

ขบวนการล้ม เจ้าฉบับขายหัวเราะตามที่พูดกัน พยายามให้เชื่อมโยงขบวนการล้มเจ้า ว่าไม่สามารถแยกจากมาตรา 112 ได้เลย

ข้อหาล้มเจ้าของ ศอฉ.ตั้งต้นโดยสืบค้นคนที่ถูกโยงใย เคยมีพฤติกรรมในสื่อตามเว็บบอร์ดแล้วสืบย้อนพฤติกรรม

ขณะที่มีการพูด ว่ามาตรา 112 คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แยกจากพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ปี 2550 ไม่ได้เพราะมีการใช้ข้อหาในกฎหมายนี้ทั้งสิ้น

เช่น กรณีเจ้าของเว็บประชาไทที่โดน 10 ข้อหา โทษจำคุก 50 ปี เนื่องจากไม่ยอมลบข้อความที่รัฐคิดว่ามีความผิด ตามมาตรา 15 กฎหมายคอมพิวเตอร์

หรือการระบุว่าบทความเกี่ยวกับสถาบัน ทำให้หุ้นตก เกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ มีคนถูกจับไป 4 ราย ทั้งที่หุ้นตกก่อนหน้าอีก

กฎหมายคอมพิวเตอร์กำลังเป็นตัวขยาย มาตรา 112 และมีความคลุมเครือไม่ยิ่งหย่อนกว่ามาตรา 112 ซึ่งมีปัญหาการตีความสารบัญญัติ เช่น การดูหมิ่นหมายถึงอะไร การตีความเป็นเรื่องอัตวิสัยของผู้ตัดสิน ไม่มีข้อยกเว้นโทษแม้วิจารณ์โดยสุจริต โทษสูงเกินไปหรือไม่ในยุคสมัยนี้ หรือใครฟ้องคดีก็ได้

ปัญหายังไม่ได้แก้ไขเป็นข้อยุติ การจะลดหรือเพิ่มโทษหรือยกเลิกไปเลยคงไม่ได้รับการตอบสนอง

มาตรา 14 (3) ของกฎหมายคอมพิวเตอร์ ยังขยายมาตรา 112 อ้างอิงการกระทำผิดเกี่ยวกับความมั่นคงโดยตรง แต่ไม่ระบุว่าความมั่นคงอะไร สร้างความตื่นตระหนกอะไรให้ประชาชน ทั้งยังมอบดุลพินิจให้เจ้าหน้าที่รัฐ มีแนวโน้มใช้อำนาจขัดกฎหมาย ตีความตามอำเภอใจ เพราะกฎหมายไม่ชัด ใครขึ้นมามีอำนาจก็อาจตีความอีกอย่างได้

นอกจากนั้น มาตรา 20 มีมาตรการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการทำงานของสื่อ โดยเฉพาะสื่ออินเตอร์เน็ต ซึ่งรมว.ไอซีที มีบทบาทมากในคดีหมิ่นสถาบัน ร่วมมือปิดเว็บไปแล้วกว่า 17,000 เว็บ ประมาณ 11,000 เว็บเกี่ยวกับความมั่นคง

ช่วง 2 เดือน มีการอาศัยพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดเว็บแล้ว กว่า 100 เว็บ มีการปิดลับๆ ถึงวันละ 400 เว็บ โดยส่งหนังสือไปให้ผู้บริการเซิร์ฟเวอร์ปิดช่องทาง

คำสั่ง ไม่มีการให้เหตุผลเลยว่าปิดทำไม ให้เหตุผลแค่ความมั่นคง วันนี้อาจปิดไปแล้วถึง 3-4 หมื่นเว็บ โดยมีงบ 50-100 ล้านลงไปให้ไอซีที ตำรวจ ดีเอสไอ ติดตามไล่ปิดทุกอย่าง เป็นไปโดยชอบหรือไม่

ผังล้ม เจ้าของศอฉ.บอกแค่เป็นการวิเคราะห์ ทั้งที่ข้อหาขบวนการล้มเจ้ารุนแรง เมื่อเทียบโทษมาตรา 112 แต่กลับบอกว่าไม่มีหลักฐาน บอกแต่ว่าเสื้อแดงเหยียบแสนเป็นขบวนการล้มเจ้า ทำให้คนตื่นตระหนก มีผลทางกฎหมาย

มองว่า ศอฉ.จะผิดมาตรา 14 (2) เพราะคลุมเครือ พฤติกรรมทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ผิดกฎหมายแน่นอน ศอฉ.อาจไม่ได้หวังผลดำเนินคดีกับคนจริงๆ แต่หวังผลปลุกกระแสให้เกิดการลงโทษโดยคนในสังคม หวังเป็นเครื่องมือ โดยมีสิ่งที่สอดรับ คือการลงโทษทางสังคมทางอินเตอร์เน็ต

มี ยุทธการลงโทษ ใช้ชื่อ “ล่าแม่มดออนไลน์” เป็น กลุ่มทางเฟซบุ๊กที่ตามหาเฟซบุ๊กคนอื่น วิพากษ์วิจารณ์คนที่ไม่ชอบ ไปเอาชื่อที่อยู่ ชื่อบิดามารดา มาแปะในเฟซบุ๊กเสียบประจาน รุมด่าหรือโทรศัพท์ขู่ฆ่า และเกิดในฟอร์เวิร์ดเมล์ด้วย ซึ่งทำกันเป็นกระบวนการ

สิ่งเหล่านี้เกิดหลังจากการปลุกกระแส ขบวนการล้มเจ้า รัฐใช้วิธีอ้อมๆ จัดการคนที่ไม่นิยมเจ้า โดยอาศัยมือคนนิยมเจ้ามาเล่นงานกันเอง ศอฉ.ได้สร้างความรุนแรง ศอฉ.ไม่ได้สร้างแค่ความหวาดกลัว แต่กำลังสร้างความเกลียดชังขึ้นในสังคม อาศัยมือประชาชนด้วยกันมา สร้างความรุนแรง

อยากขอรัฐว่าให้หยุด สร้างผีขบวนการล้มเจ้า สร้างบรรยากาศเกลียดชังเกินกรอบกฎหมาย เพราะจะเกิดความรุนแรงที่คาดไม่ถึง

ขอให้รัฐทบทวนกฎหมายอาญา มาตรา 112 และกฎหมายคอมพิวเตอร์ ให้สอดคล้องวิธีคิดประชาธิปไตย

หากไทย ยอมรับระบบนิติรัฐก็ไม่ควรเห็นดีเห็นงามกับการลงโทษที่เกินกรอบกฎหมาย เพราะสุดท้ายจะเข้าสู่ยุคมิคสัญญี

อนุธีร์ เดชเทวพร

เลขาธิการ สนนท.

ผมถูกเรียกไปสอบถามข้อมูลที่กรมทหารราบ 11 โดยขั้นตอนจะสอบถามข้อมูลทั่วไป ตำรวจถามว่าเราเป็นใคร สังกัดองค์กรใด มีแนวคิดอะไรที่ไปร่วมชุมนุม

ในการสอบถาม มีการถามชี้นำเรื่องล้มเจ้า เรื่องก่อการร้ายในการชุมนุม เขามองว่าเราป่วย เป็นเด็กไม่รู้เรื่องอะไร มีหน่วยจิตวิทยามาพูดเกลี้ยกล่อม ทั้งที่มีธงในหัวแล้วว่ากลุ่มเสื้อแดงมีขบวนการล้มเจ้า ก่อการร้าย

เพื่อน ผม ที่บ้านไม่อนุญาตให้ทำกิจกรรม จึงไม่มีโอกาสทำกิจกรรม แต่ถูกเรียกไปในข้อหาเป็นแกนนำแดงสยาม ซึ่งข่าวกรองศอฉ.ค่อนข้างมั่ว เป็นไปได้ว่า ข่าวกรองมั่วจริงหรือจงใจมั่ว ให้มีตราบนหัว ให้ฝ่ายตรงข้ามมีความชอบธรรมในการจัดการศัตรู มีการข่มขู่ โดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอบอกว่าดีแล้วที่มาตามหมายเรียก มิฉะนั้นจะโดนหมายจับ ซึ่งเจ้าของเต็นท์ให้เช่า วินมอเตอร์ไซค์ก็โดนเรียกไปด้วย

การเล่น งานเสื้อแดงของศอฉ. เป็นการเล่นงานขบวน การล้มเจ้า ใครสนับสนุนเสื้อแดงเท่ากับสนับสนุนขบวนการล้มเจ้า ไม่ใช่วิธีคิดที่บริสุทธิ์ใจ แต่มีพื้นฐานมาจากเสื้อแดงอยู่ตรงข้ามกับรัฐ

ทั้ง นี้ ในการชุมนุม เราไม่เคยเห็นเรื่องล้มเจ้าในเสื้อแดงเลย แต่พอสถานการณ์สุกงอม สถานการณ์ตึง เครียด รัฐเพลี่ยงพล้ำอย่างหนัก เรื่องล้มเจ้าก็ถูกนำมาประโคมข่าวในสื่อมาก บ่งบอกว่าเป็นไม้ตาย ที่รัฐนำมาใช้ตลอด ตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็เกิดเรื่องนี้ขึ้นในยามรัฐกำลังเพลี่ยงพล้ำ

ปัจจุบันสถานการณ์ เปลี่ยน กระบวนการต่อสู้ขยายตัว คนรู้ข่าวสารเยอะมาก ข้อหาล้มเจ้า เชื่อว่าปลุกไม่ขึ้น ปลุกได้แต่ในเฟซบุ๊ก ชนชั้นกลาง เทียบกับ 6 ตุลาฯ ระดับการปลุกของข้อหานี้น้อยกว่า 6 ตุลาฯมาก

หน้า 3

ไทยรัฐ:แม่ลูกจันทร์ : ดันทุรัง

การประชุมวุฒิสภานัดพิเศษเพื่อเสนอแนวทางคลี่คลายสถานการณ์เผชิญหน้าระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งกำลังฉุดลากประเทศไทยไปสู่สงครามกลางเมือง

รัฐบาลประเมินว่าการเจาะช่องระบายอากาศด้วยการให้วุฒิสภาเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาลจะผ่านไปได้อย่างสะดวกโยธิน

เพราะ ส.ว.ส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐบาล และไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง

ยิ่งงานนี้ถ่ายทอดสดทีวีให้ประชาชนชมกันทั่วบ้านทั่วเมือง ก็จะช่วยเพิ่มเรตติ้งให้รัฐบาลอีกบานตะเกียง

แต่เอาเข้าจริง…การประชุมวุฒิสภานัดพิเศษกลายเป็นเวทีรุมถล่มรัฐบาลซะอานตะไท

เพราะ ส.ว.ฝ่ายที่เห็นด้วยกับเสื้อแดงก็ตำหนิรัฐบาล

ส.ว.ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับเสื้อแดง ก็ตำหนิรัฐบาล

แม้แต่ ส.ว.กลุ่มที่เป็นกลางก็ยังตำหนิรัฐบาล

ถือว่างานนี้รัฐบาลเสียรังวัดไปพอสมควร

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าการที่รัฐบาลเปิดเวทีให้วุฒิสภาร่วมเสนอแนวทางแก้ ปัญหาเป็นเรื่องที่ดี

เพราะความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาไม่มีวาระซ่อนเร้น ไม่มีอคติต่อรัฐบาล ถ้า “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นำข้อเสนอของวุฒิสภาไปวินิจฉัยไตร่ตรอง ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาลแก่รัฐบาลเอง

“แม่ลูกจันทร์” สรุปความเห็นของที่ประชุมวุฒิสภาได้เป็น 9 ประเด็นดังนี้คือ

1, รัฐบาลต้องหยุดการใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม เพราะการใช้ ความรุนแรงต้องเกิดความสูญเสียบาดเจ็บล้มตาย

2, การใช้ความรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ยิ่งทำให้ความขัดแย้งขยายกว้างจนไร้การควบคุม และจะทำให้ประเทศไทยอยู่ในภาวะมิคสัญญี

3, รัฐบาลไม่ควรปิดประตูการเจรจาแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี เพราะจะทำให้ รัฐบาลเหลือทางเลือกได้ 2 ทาง

คือ การใช้กำลังทหารปราบประชาชน

และการปฏิวัติยึดอำนาจ ซึ่งจะทำให้ ประเทศชาติถอยหลังลงคลอง

4, รัฐบาลไม่ควรปิดกั้นสื่อ ด้วยการใช้สื่อของรัฐเสนอข้อมูลด้านเดียว การที่รัฐบาลใช้สื่อปลุกระดมเพิ่มความแตกแยกเกลียดชังระหว่างคนไทยด้วยกันเอง เป็นการตอกลิ่มให้เกิดความรุนแรง

5, รัฐบาลผิดพลาดที่ใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 ราย บาดเจ็บอีกนับพันคน

ถึงแม้รัฐบาลจะอ้างว่ามีกลุ่มก่อการร้ายใช้อาวุธสงครามฉวยโอกาสผสมโรง

แต่รัฐบาลก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบอยู่ดี

6, รัฐบาลต้องใช้กฎหมายจับกุมกลุ่มก่อการร้ายและขบวนการทำลายสถาบันอย่างเฉียบขาดตามหลักฐานข้อเท็จจริง

แต่รัฐบาลไม่ควรใช้ข้อหาก่อการร้าย และข้อหาทำลายสถาบันเป็นเครื่องมือ สร้างความชอบธรรมในการจัดการกับกลุ่มเสื้อแดง

7, รัฐบาลไม่ควรปฏิเสธการยุบสภา หรือการลาออก เพราะการยุบสภาและการลาออก เป็นกระบวนการปกติของระบอบประชาธิปไตย

8, รัฐบาลต้องไม่มองประชาชนผู้ ชุมนุมเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องมองให้ลึกถึงปัญหาของคนเสื้อแดง และต้องตระหนักถึงความรู้สึกขัดข้องคับแค้นในจิตใจ และต้องแก้ไขอย่างจริงจัง

9, รัฐบาลต้องปฏิรูปประเทศไทยทุกด้าน โดยเฉพาะการใช้กฎหมายที่ไม่ เป็นธรรม การเข้าถึงทรัพยากรไม่เป็นธรรม กติกาที่ไม่เป็นธรรม และต้องปฏิรูปประเทศเร็วที่สุดก่อนที่จะสายเกินไป

นี่คือ 9 ข้อเสนอจากวุฒิสภาที่ “นายกฯ อภิสิทธิ์” ต้องล้างหูฟัง

ฟังแล้วเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ก็เชิญตามสบาย.

“แม่ลูกจันทร์”

ข่าวสด:บทบรรณาธิการ

ต้องยืนบนความจริง

บทบรรณาธิการ

ความชอบธรรมและความน่าเชื่อถือของผู้นำประชาชน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรที่มีกฎหมายรองรับหรือไม่ก็ตาม จะต้องยืนอยู่บนความซื่อสัตย์ความจริงใจที่ผ่านการพิสูจน์ให้เห็นเป็นรูปธรรมจับต้องได้

ปราศจากความซื่อสัตย์จริงใจนี้แล้ว ความชอบธรรมของบุคคลหรือองค์กรนั้นมีแต่จะเสื่อมทรามลง

นี่เป็นประเด็นที่ทั้งรัฐบาลและแกนนำของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เผชิญหน้ากันอยู่จะต้องตระหนัก

เพราะหากมุ่งหวังแต่จะเอาชนะคะคาน โดยพร้อมที่จะใช้วิธีการทุกรูปแบบ รวมไปถึงการบิดเบือนความจริงด้วยนั้น

ไม่นานความจริงที่ปรากฏก็จะบ่อนทำลายตัวเอง

กลุ่มคนเสื้อแดงที่ประกาศว่ายึดหลักสันติ-อหิงสา มีแกนนำเรียงหน้าขึ้นประกาศบนเวที ให้ทั้งผู้ชุมนุมและสังคมรับทราบว่า ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้ต้องการใช้ความรุนแรง

แต่ข้อเท็จจริงเกิดขึ้นก็คือ เมื่อเกิดเหตุการณ์บุกค้นโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ขณะที่แกนนำส่วนหนึ่งยอมถอยแนวรั้วของการชุมนุมให้พ้นจากเขตโรงพยาบาล

พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งถูกแกนนำประกาศตัดความสัมพันธ์ไปแล้ว ยังสามารถเข้ามาสั่งการหน่วยรักษาความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุม ให้ขยับแนวป้องกันกลับมาอยู่หน้าโรงพยาบาลได้อีก

ระหว่างคำประกาศสวยหรูกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น

ถามว่าสังคมจะเลือกเชื่ออะไรมากกว่ากัน

และในขณะที่รัฐบาล โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษแถลงผลการจับกุมกลุ่มบุคคลที่อยู่ในข่ายต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย ว่ามีพฤติกรรมรุนแรงและมีเครือข่ายกว้างขวางอย่างไรบ้าง

ในสำนวนคดีกลับไม่มีการระบุว่า ส.ต.ต.บัณฑิต สิทธิทุม ผู้ต้องหาในคดียิงอาร์พีจี พุ่งเป้าจะยิงวัดพระศรีรัตนศาสดารามแต่อย่างใด

หรือในกรณีของนายเมธี อมรวุฒิกุล ผลการสอบสวนของอัยการก็มิได้มีการพาดพิงถึงเครือข่ายหรือพฤติกรรมอย่างที่สังคมได้รับข่าวสาร

รัฐบาลมีหน้าที่รักษาความสงบและระงับป้องกันมิให้เกิดความแตกตื่นขึ้นในสังคมก็จริง

แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีคิดเองเออเอง ซึ่งเป็นอันตราย

หน้า 2

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURObFpHa3dNVEEwTURVMU13PT0=&sectionid=TURNd01nPT0=&day=TWpBeE1DMHdOUzB3TkE9PQ==

ข่าวสด:ไม่รับผิดชอบ

“ผมไม่นึกไม่ฝันว่าเรามีรัฐที่ได้ทำร้ายประชาชนถึงขั้นเสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส แล้วเรายังมีรัฐที่พยายามยัดเยียดความผิดกลับไปให้ประชาชนอีก เป็นพฤติกรรมที่รับไม่ได้ครับ”

นี่คือวาทะของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สมัยที่เป็นผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวประณามรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้รับผิดชอบการสลายการชุมนุมของม็อบพันธมิตรที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2551

ตอนนั้นมีผู้เสียชีวิต 2 รายบาดเจ็บหลายร้อยราย

วาทะของนายอภิสิทธิ์นี้พูดเมื่อ 2 ปีก่อน ตอนนั้นคงไม่คาดฝันว่าจะมาเป็นรัฐบาล ไม่คาดคิดว่าจะต้องเป็นผู้สั่งการสลายการชุมนุมม็อบเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2553 มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

ยังมีเหตุการณ์ม็อบชนม็อบที่สีลมจนเกิดระเบิดพินาศ และเหตุการณ์ทหารสลายม็อบแดงที่ดอนเมือง

ทั้ง 3 เหตุการณ์มีผู้เสียชีวิตรวม 27 ศพ แยกเป็นม็อบแดง 20 ศพ ทหาร 6 ศพ และม็อบสีลม 1 ศพ

มีผู้บาดเจ็บเกือบพันคนทีเดียว

แล้วรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ จะไม่รับผิดชอบการสูญเสียที่เกิดขึ้นเลยหรือ!?

เหตุการณ์สลายม็อบ 7 ตุลาที่หน้ารัฐสภา นายอภิสิทธิ์ในเวลานั้นประณามรัฐบาลพลังประชาชนว่าพยายามยัดเยียดความผิดกลับไปให้ประชาชน

เหตุการณ์สลายม็อบ 10 เมษาเลือด นายอภิสิทธิ์ในตอนนี้กลับยัดเยียดความผิดให้ม็อบแดง กล่าวหาว่ามีผู้ก่อการร้ายอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่รู้สึกเลยหรือว่าต้นตอของความสูญเสียที่เกิดขึ้นมาจากคำสั่งส่งกองทหารเข้าสลายการชุมนุม

แทบไม่เชื่อว่านายกฯอภิสิทธิ์ที่ประกาศตัวมาตลอดว่ายึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

จะปฏิเสธแนวทางสันติแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคม

กลับเลือกใช้วิธีการนองเลือดแทน !!

ตอนนี้องค์กรนานาชาติหลายองค์กรกำลังจับจ้องดูเหตุการณ์ความขัดแย้งในเมืองไทย

ล่าสุด ฮิวแมนไรท์วอตช์ องค์กรคุ้มครองสิทธิมนุษยชนชั้นนำของโลก ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สอบสวนเหตุสลายม็อบ 10 เม.ย.จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

ศูนย์สิทธิมนุษยชนเอเชีย (เอซีเอชอาร์) ที่ปรึกษาด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ก็ออกแถลง การณ์ว่าในเหตุการณ์ 10 เม.ย.มีหลักฐานชัดเจนว่าทหารไทยใช้กำลังโดยไม่เหมาะสม ละเมิดสิทธิในการมีชีวิตอยู่ของพลเรือนจำนวนมาก

และยังเตือนว่าหากการสอบสวนของรัฐบาลไทยไม่มีความน่าเชื่อถือ เอซีเอชอาร์อาจแทรกแซงโดยให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) เปิดการพิจารณาคดีนี้แทน

ถึงเวลานั้นนายอภิสิทธิ์คงปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้แล้ว

โดย “เหล็กใน”

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNakEwTURVMU13PT0=&sectionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBeE1DMHdOUzB3TkE9PQ==

แม่ลูกจันทร์:มองตรงกัน

ไม่มีวิกฤติครั้งไหนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย  ที่จะได้รับความสนใจจากสังคมโลกมากมายมโหฬารมหาศาลเท่าวิกฤติการชุมนุมของกลุ่มคนใส่เสื้อแดง

ผู้นำรัฐบาลทั่วโลกออกมาประสานเสียงแสดงความห่วงใยสถานการณ์ขัดแย้งในเมืองไทยกันอย่างพร้อมเพรียง

องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยกันจนอ่านไม่ทัน

สื่อมวลชนระดับอินเตอร์เกาะติดวิกฤติประเทศไทยกันสุดลิ่มทิ่มประตู

นี่ไม่ใช่เรื่องน่ายินดี แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าใจ

“แม่ลูกจันทร์” สรุปท่าทีของชาวโลกที่มีต่อความวุ่นวายขายปลาช่อนในเมืองไทยมีความเห็นตรงกัน 100 เปอร์เซ็นต์

1, ต่อต้านการใช้ความรุนแรง

2, เรียกร้องให้แก้ปัญหาอย่างสันติวิธี

กระแสกดดันจากสังคมโลกจะทำให้ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ล้มเลิกความคิดที่จะใช้กำลังทหารตำรวจสลายการชุมนุมหรือไม่?

ยังไม่มีคำตอบชัดเจน

แต่อย่างน้อย…กระแสห่วงใยของสังคมโลกที่ต่อต้านการใช้ความรุนแรง คงทำให้รัฐบาลและกลุ่มเสื้อแดงต้องเงี่ยหูฟัง

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าปัญหาของประเทศไทย ไม่มีใครจะรู้วิธีแก้ปัญหาดีกว่าคนไทยด้วยกันเอง

ที่ผ่านมาก็มีนักวิชาการ นักการเมือง กลุ่มพลังสังคม เสนอแนวทางแก้วิกฤติชาติบ้านเมืองมากมาย

น่าเสียดายข้อเสนอที่ดีๆ แต่ไม่มีใครนำมาพิจารณา หรือนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ อย่างจริงจัง

เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา และก็ลืมกันไป

ล่าสุด มีข้อเสนอจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อยุติการเผชิญหน้า ยุติความรุนแรง และยุติความขัดแย้งในสังคมไทย

เป็นข้อเสนอ 5 ประการดังนี้คือ

1, ให้ทุกฝ่ายยุติการเผชิญหน้าและการใช้ความรุนแรง ให้ทุกฝ่ายถอยกลับไปจุดเดิม (ก่อนเกิดการสลายการชุมนุม) เพื่อระงับความขัดแย้งที่กำลังทวีความรุนแรง

2, ให้ทุกฝ่ายต้องยุติการกระทำที่เป็นการข่มขู่คุกคาม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน

3, ให้ทุกฝ่ายแก้ปัญหาด้วยการเจรจาอย่างจริงใจ ไม่ต้องเจรจาผ่านจอทีวี เมื่อได้ ข้อยุติให้เสนอผลการเจรจาต่อสังคม เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในระยะยาว

4, หากฝ่ายใดปฏิเสธการแก้ไขปัญหาความรุนแรงด้วยการเจรจา ขอให้สังคมประณามว่าฝ่ายดังกล่าวมุ่งทำร้ายประเทศไทย ต้องการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

5, รัฐบาลต้องรับข้อเรียกร้องของประชาชน เร่งแก้ไขความเหลื่อมล้ำของประชาชน ความไม่เป็นธรรมในสังคม และความเดือด ร้อนของประชาชนผู้ยากไร้ที่มาร่วมชุมนุมโดยทันที

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะนำข้อเสนอทั้ง 5 ประการ ให้รัฐบาลและแกนนำ นปช.รับไปพิจารณา

“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าข้อเสนอของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นแค่ยาห้ามเลือดชั่วคราว

ถ้าจะแก้ที่รากเหง้าของวิกฤติการเมืองไทยต้องแก้ที่กระบวนการยุติธรรม

ความไม่ยุติธรรม คือเชื้อร้ายที่ทำให้ สังคมไทยแตกแยก ขัดแย้ง เกลียดชัง และนำไปสู่ความรุนแรง

ฉะนั้น ต้องเริ่มจากตั้งรัฐบาลสมานฉันท์แห่งชาติจากทุกฝ่ายในสังคม เพื่อละลายพฤติกรรม สลายขั้วขัดแย้ง ลดอคติ และสร้างความปรองดอง

จากนั้น เริ่มปฏิรูปโครงสร้างสังคม ปฏิรูปโครงสร้างการเมือง ปฏิรูประบบยุติธรรม ให้ ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมเท่าเทียมกัน

ถ้าไม่เริ่มจากตรงนี้…ก็ไม่มีทางหยุด มิคสัญญี.

“แม่ลูกจันทร์”

http://www.thairath.co.th/column/pol/greenhead/80586

หน้าข่าวการเมืองไทยรัฐ:ปมอยู่ที่จ้องล่อกันเอง ?

เทหมดหน้าตัก อัดฉีดไม่อั้นทั้งเงิน ทั้งกฎหมาย

ตามคิวที่นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกฯ ทำหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงภายหลังการประชุม ครม.นัดพิเศษ อนุมัติงบฯให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับกำลังพลประมาณ 29,700 นาย รวมเป็นเงินกว่า 249 ล้านบาท

และที่นายปณิธานไม่ได้แถลง แต่เป็นรายงานข่าวเบื้องหลังที่ประชุม ครม.นัดพิเศษ ยังได้พิจารณาวาระสำคัญเร่งด่วนที่กระทรวงกลาโหมเสนอให้ ครม.อนุมัติใช้กำลังทหารเพื่อปราบปรามการจลาจล ตามมาตรา 35 ของ พ.ร.บ.ระเบียบกลาโหม พ.ศ. 2531

ประทับตรา รองรับการใช้กำลังทหารลุยม็อบแดง

เงินอัดฉีดตำรวจ มติ ครม.เปิดทางทหาร เร้าด้วยเสียงดุๆเข้มๆของ “เทพเทือก”

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถาน-การณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ส่งถึงผู้ชุมนุมเสื้อแดง ขอให้เลิกเป็นโล่มนุษย์ป้องกันผู้ก่อการร้าย และถอยออกจากพื้นที่ราชประสงค์เสีย ให้เหลือแต่พวกฮาร์ดคอร์เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดำเนินการ

ไม่รับประกันความปลอดภัย พร้อมจับตายถ้ามีการใช้อาวุธต่อสู้

ตามคิวที่ “เดอะคึก” นายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่งประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่งซิก รัฐบาลมีความจำเป็นต้องทำให้สถานการณ์บ้านเมืองมีความเรียบร้อยก่อนวันที่ 5 พฤษภาคม ถ้ายังไม่เรียบร้อย  งานฉลองฉัตรมงคลต้องมีอันล้มเลิก เพราะรัฐบาลไม่สามารถจัดงานฉลองให้ยิ่งใหญ่ได้

“เข้าใจว่าก่อนวันที่ 5 นี้จะมีการกดดันทวงพื้นที่คืน อาจจะมีการสร้างสถานการณ์ก่อให้เกิดมีปัญหาการจลาจลก็เป็นได้  ซึ่งรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องมีมติ  ครม.เพื่อที่จะดูเรื่องกฎหมายการป้องกันและปราบปรามการก่อจลาจล เพื่อเป็นมติให้กับทหาร เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้าไปดูแลป้องกันจลาจลที่อาจเกิดขึ้นได้ หากเกิดปัญหาขึ้นมาฉุกเฉินจะเรียกประชุม ครม.ยาก ขอให้ติดตามฟังดู
หนังเรื่องนี้ไม่ยาว  ใกล้จะจบแล้ว คนดูก็รำคาญเต็มทีแล้ว พระเอกจะแขวนคอผู้ร้ายเมื่อไร”

ใครพระเอก ใครผู้ร้าย ยังไม่รู้

ที่แน่ๆ หนังเรื่องนี้คงไม่จบง่ายอย่างที่ “เดอะคึก” โพนทะนา ในเมื่อปมที่ซ่อนอยู่ไม่ใช่แค่ฉากที่ “ตำรวจใจไม่ถึง” หรือ “ทหารเหี้ยมไม่พอ”

มันยังมีคิว “ฝ่ายการเมืองจ้องล่อกันเอง”

ตามอาการแปร่งๆที่สะท้อนออกมาจากฝ่ายถืออำนาจ ไล่ตั้งแต่ ศอฉ. พรรคร่วมรัฐบาล ไปยันพรรคประชาธิปัตย์

ก็ไม่ได้แนบแน่นเป็นเนื้อเดียวกันซะที่ไหน

บนพื้นฐานที่อยู่บนความหวาดระแวง ก็อย่างที่จับอาการกันได้ ไม่ทันสิ้นเสียงของ “เดอะเป็ด” นายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่ค่ายภูมิใจไทย โดดออกมารับบทองครักษ์ ประกาศชนกับพวกล้มสถาบัน หลังได้รับการต่อสายขอ “ตัวช่วย” จาก “เทพเทือก”

ลำพังคนยี่ห้อประชาธิปัตย์หมดมุกรับมือกับกองทัพแดง

การณ์กลับกลายเป็นว่า การขยับของ “เนวิน” ไปกระตุกต่อมผวาของเครือข่ายม็อบพันธมิตรฯ กองเชียร์นายกฯอภิสิทธิ์

รีบเตะสกัด เบรกเกม “ขั้วอำนาจใหม่”

วิเคราะห์แผนลึกของคนในอย่าง “เทพเทือก” ที่แท็กทีมกับคนนอกพรรคแต่พวกเดียวกันอย่าง “เนวิน” ผนึกกับ 2 พี่น้อง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก

จ้องรวบอำนาจ ยึดเกมบัญชาการจาก “อภิสิทธิ์” ได้อย่างแนบเนียน

และโดยจังหวะที่ต่อเนื่องกัน “เทพเทือก” ก็ตั้งท่าชงชื่อของ “บิ๊กจุ๋ม” พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้ามาบัญชาการตำรวจในการรับมือกับม็อบเสื้อแดง แทน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร.ที่อ่อนเป็นมะเขือเผา คุมเกมตำรวจมะเขือเทศไม่ได้

ในจังหวะแรกทุกฝ่ายทำท่าจะเออออห่อหมกด้วย แต่ข่าววงในเบื้องหลังว่ากันว่า คนที่ฟัง “เทพเทือก” นำเสนอชื่อของ “บิ๊กจุ๋ม” แล้วสีหน้าไม่สู้ดีก็คือ “เดอะวอลเปเปอร์” นายศิริโชค โสภา คนที่ยืนเป็นฉากหลังนายกฯอภิสิทธิ์

ในอารมณ์ที่เคยฟาดฟันกันมา ว่าด้วย “สัญญาณพิเศษ”

สุดท้ายก็เป็น “อภิสิทธิ์” ที่ยึดตามนายศิริโชค ฝืนใช้งาน พล.ต.อ.ปทีป ต่อไป  ไม่เอาตามโปรแกรมของ  “เทพเทือก”  นัยว่า  ไม่หลงเหลี่ยมขั้วอำนาจใหม่

ฝ่ายการเมืองจ้องล่อกันมั่ว แล้วโยนกลองให้ทหาร ตำรวจ ออกหน้าลุยม็อบแดง

ใครล่ะจะเสี่ยงบนเกมอำนาจที่ไร้ความแน่นอน.

ทีมข่าวการเมือง

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/80752