Archive for เมษายน, 2010
ไทยรัฐ : วิเคราะห์ข่าวการเมือง : รอเช็คบิลหลังเปลี่ยนขั่้ว
จาตุรนต์ – อภิสิทธิ์
เหตุ เกิดที่เมืองไทย แต่ฝรั่งดันรู้ก่อนทุกที
“friendly fire” โดยถ้อยคำที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นและบีบีซี ได้นำเสนอภาพข่าวรายงานไปทั่วโลก เหตุการณ์ที่พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาระ ถูกกระสุนปืนยิงเสียชีวิต ระหว่างเหตุปะทะกับม็อบเสื้อแดงที่บริเวณอนุสรณ์สถาน ย่านดอนเมือง
ฟัน ธงเลยว่า “พวกเดียวกันเองยิง”
ขณะที่สื่อมวลชนไทยส่วนใหญ่ก็ยังยึด เอาตามที่ “เสธ.ไก่อู” พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงเหตุการณ์เสียชีวิตของพลทหารณรงค์ฤทธิ์ เบื้องต้นยังไม่สามารถสรุปอะไรได้ ต้องให้เจ้าหน้าที่ทำงานก่อน
อุบ ข่าวกันนิ่งเลย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด พลทหารณรงค์ฤทธิ์ก็เป็นชีวิตที่ 28 แล้วที่สังเวย “เกมแลกเลือด” เพิ่มสถิติตายรายวัน
เลยจุดของคำว่า “มิคสัญญี” จ่อใกล้สงครามกลางเมือง
เรื่องของเรื่อง สถานการณ์เขม็งเกลียวไหลมาถึงชั่วโมงนี้ โฆษก ศอฉ.ก็ยอมรับเต็มปากเต็มคำแล้วว่า ทหารใช้ทั้งกระสุนยางและกระสุนจริงในการสลายม็อบเสื้อแดง ประกอบกับภาพข่าวที่หน่วยแม่นปืนส่อง สไนเปอร์ติดกล้องเล็งไปที่บริเวณชุมนุม โดยมีทหารคอยชี้เป้า
พร้อม เหนี่ยวไกตลอดเวลา
ฉากนี้ถือว่า “เพิ่มน้ำหนัก” ให้แกนนำ นปช.ที่เดินเกมขอ “ตัวช่วย” ต่างประเทศ ตะโกนเรียกให้สหประชาชาติ (ยูเอ็น) สหภาพยุโรป (อียู) องค์กรนิรโทษกรรมสากล
ส่งตัวแทนเข้ามาสังเกตการณ์ วิกฤติการเมืองไทยในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
ฝ่ายถืออำนาจจ้องทุบม็อบแดง โดยมีม็อบหลากสี เครือข่ายม็อบพันธมิตรฯ เป็นลูกคู่ ตะโกนเชียร์เย้วๆให้ลุยเผด็จศึก
เอาเป็นว่า ก่อนที่นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และฝ่ายถืออำนาจจะคึกตามเสียงเชียร์
ล่าสุด นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แถลงจองกฐินล่วงหน้า จากกรณีปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับกลุ่ม นปช. โดยเฉพาะการใช้อาวุธปราบปรามประชาชน เป็นการละเมิดสิทธิความเป็นมนุษย์และขัดต่อหลักปฏิบัติสากล หลังเปลี่ยนขั้วอำนาจ รัฐบาลใหม่
ที่ไม่ใช่ฝ่ายประชาธิปัตย์ สามารถดำเนินการฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศได้ทันที
การฟ้องนี้จะ เป็นการฟ้องต่อบุคคล เช่น การฟ้องต่อนายอภิสิทธิ์ ในฐานะที่เป็นพลเรือน แม้จะไม่ได้เป็นผู้บัญชาการทหารโดยตรง แต่เป็นพลเรือนที่สั่งการให้ทหารเข้ากระทำการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน
การ ดำเนินคดีในลักษณะนี้ จะเกิดขึ้นและถูกตัดสินโดยศาลคดีอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก เหมือนกับผู้นำบางประเทศได้ถูกดำเนินคดีกันมาแล้ว
รอเช็กบัญชีหลัง เปลี่ยนขั้วอำนาจ
ตามจังหวะ “กระตุกขากางเกง” กันไว้ ไม่ให้ย่ามใจในกระบองที่ถืออยู่ในมือ
แต่ที่ตั้งท่า “เคลียร์กันเลย” โดยไม่ต้องรอเปลี่ยนขั้วอำนาจ
โดยการยืนยันของ พล.ท.เชวงศักดิ์ ทองฉลวย นายทหารคนสนิท เปิดคิวล่วงหน้า วันที่ 30 เมษายน “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานพรรคเพื่อไทย จะเดินทางเข้าไปที่รังใหญ่ ศอฉ. ในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ด้วยตัวเอง เพื่อขอความชัดเจนกรณี “ขบวนการล้มสถาบัน”
ไม่ต้องรอให้ ศอฉ.ออกหมายเรียก อย่างที่เย้วๆกัน
ถ้าไปตามนัด ก็ชัดเจนว่า ได้เวลาโชว์ลูกเก๋ายี่ห้อทหารเฒ่าไม่มีวันตาย “บิ๊กจิ๋ว” ลุยถั่วเข้าถ้ำเสือ คิวนี้คงไม่ใช่แค่คิวสร้างภาพทางการเมืองอย่างที่ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ชิงดักคอ
ด้วย ข้อหาล้มสถาบัน โทษประหารเจ็ดชั่วโคตร เดิมพันเป็นเดิมพันตาย
“บิ๊ก จิ๋ว” ไม่แลกด้วยช็อตตื้นๆแน่
แต่ก่อนอื่นเลย ในฐานะเจ้าของแผนผังเครือข่ายขบวนการล้มสถาบันที่แจกกระดาษเอสี่ โยงคนนั้นลากเอี่ยวคนนี้ ประจานชื่อผ่านสื่อมวลชนชัดๆกันไปแล้ว
“หัว โจก” อย่าง “บิ๊กจิ๋ว” ไปปรากฏตัวตรงหน้า ถ้ารัฐบาลทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าอ้ำๆอึ้งๆ แล้วลับหลังก็ออกมาบลัฟกันท่านั้นท่านี้
ตามจังหวะมันก็ยิ่งกระตุ้น คำถามย้อนกลับไปที่ ศอฉ. “ปล่อยของ” ขบวนการล้มสถาบัน
แล้วจะยังไง ต่อไปดี.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/79967
ไทยรัฐ เปิดฟ้าส่องโลก : อย่าให้ชาติแตก
ผมเขียนเปิดฟ้าส่องโลกฉบับวันพฤหัสบดีเมื่อวานนี้ ที่สนามบินนครศรีธรรมราช โดยโทรศัพท์ถามเลขาฯว่า ใครชวนไปพูดที่จังหวัดสุรินทร์ในวันศุกร์ที่ 30 เมษายน 2553 เลขานุการตอบว่า อ้า “องค์การตรวจสอบอำนาจรัฐสากล (อตส.) ร่วมกับ นสพ.มติมหาชน และ นสพ.ชาติประชา” เพราะที่สนามบินมีเสียงดัง ผมจึงฟังผิดเป็น นสพ.มติชนและประชาชาติธุรกิจ ก็ขออภัยในความผิดพลาดมา ณ ที่นี่ด้วยครับ
ไปจังหวัดไหน เดี๋ยวนี้มีแต่คนเข้ามาสนทนาเรื่องการเมือง เข้ามาพูดเหมือนกับว่าคนไทยเลิกสนใจการพัฒนาประเทศไปแล้ว บางท่านชวนผมสนทนาให้เห็นภาพว่า เพียง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีพื้นที่เพียง 10,936 ตารางกิโลเมตร รัฐใช้เวลากว่า 6 ปี ก็ยังปราบผู้ก่อความไม่สงบไม่ได้ แถมสถานการณ์ยังรุนแรงขึ้นทุกวัน
ลอง นึกถึงภาคอีสาน 19 จังหวัด + ภาคเหนือ 17 จังหวัด ที่มีเนื้อที่รวมกันมากถึง 169,644 + 168,854 = 338,498 ตารางกิโลเมตร หากรัฐไล่คนเสื้อแดงลงไปสู้ใต้ดิน รัฐจะต้องใช้เวลากี่ปีในการแก้ไขสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ปกติสุข ประชาชนคนทั้งสองภาคมีจำนวนรวมกัน 34 ล้านคน หากผู้คนเพียง 10%ของประชาชนคนทั้งสองภาคคือ 3.4 ล้านคนลงไปสู้ใต้ดิน ถามว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับประเทศนี้ เรามิต้องอาศัยอยู่ในแผ่นดินที่มีแต่การต่อสู้ทุกเมื่อเชื่อวันกระนั้นหรือ?
เรียน รู้จากประวัติศาสตร์ของชาติอื่น หากสถานการณ์ของประเทศเป็นอย่างนี้ แม้ว่าฝ่ายรัฐยังคงดำรงเป็นรัฐบาลอยู่ต่อไป หรือหากกลุ่มเสื้อแดงได้กลายมาเป็นฝ่ายมีอำนาจ ก็ไม่อาจปกครองแผ่นดิน 513,115 ตารางกิโลเมตรแห่งนี้ได้ จากการเดินทางไปขอความรู้โดยการสนทนากับผู้คน ผมขอเรียนว่า ขณะนี้ประชาชนคนไทยมีความตื่นตัวทางการปฏิวัติสูงมาก ผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มีความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และมีการเดินแนวทางมวลชนพัฒนาไปถึงจังหวะที่ 5 แล้ว
ประเทศใดในโลก นี้ที่สภาพการเมืองกระเพื่อม หรือมีการกระดิกพลิกตัวอยู่เพียงในระดับ 1-3 รัฐก็ยังพอใช้กำลังปราบได้ เพราะประชาชนคนส่วนใหญ่จะยังกลัวปากกระบอกปืน หากมวลชนคนอย่างน้อยร้อยละ 10 ดำเนินจากจังหวะ 1 (สืบสภาพ) ไปจังหวะ 2 (โฆษณาให้การศึกษา) สู่จังหวะ 3 (จัดตั้ง) ไปจังหวะ 4 (อบรมฝึกฝน) และถึงจังหวะ 5 (นำการต่อสู้) ให้รัฐใช้อภิพญามหารถถัง ก็ไม่มีทางปราบสำเร็จ ประเทศจะลงเว็จ กว่าจะกลับมายืนได้ใหม่ ต้องใช้เวลาอีกมากมายหลายสิบปี
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศ ไทยนี่แปลกกว่าที่อื่น การเดิน 4 ก้าว ซึ่งเป็นหลักการขยายสมาชิกของมวลชนฝ่ายต่อต้านอำนาจรัฐของคนไทยในปัจจุบัน เป็นไปโดยธรรมชาติ อุบัติขึ้นเอง ไม่ว่าจะเป็นก้าวที่ 1 คบเป็นเพื่อน ก้าวที่ 2 สนทนาให้การศึกษาทางการเมือง เรื่องสองมาตรฐานและความอยุติธรรม ก้าวที่ 3 ชักนำให้เข้าร่วมการเคลื่อนไหว ไปกรุงเทพฯ และก้าวที่ 4 ขยายให้เป็นสมาชิก
นิติภูมิไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ และไม่มีความรู้เรื่องการเมืองอะไรกับใครเขาเลย จึงขอวิเคราะห์รับใช้ผู้อ่านท่านอย่างสะเปะสะปะ ผู้อ่านท่านกรุณาอย่าหัวเราะเยาะนะครับ ถ้าผมจะรับใช้ว่า สังคมไทยกำลังมีการเปลี่ยน เพราะประชาชนชนส่วนหนึ่งมีความอัดอั้นตันใจในสถาบันการเมืองและจิตสำนึกทาง การเมือง
ประวัติศาสตร์การพัฒนาของสังคมไทย ได้ผ่านสังคมระบอบทาส ที่จริงเราก็ผ่านสังคมระบอบศักดินาไปสู่ระบอบสังคมนายทุนมาได้ระยะหนึ่งแล้ว
สมัยที่โลกยังไม่อุบัติเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตนั้น โดยปกติ หากระบอบสังคมนายทุนพัง ก็มักจะตามมาด้วยระบอบสังคมนิยม
สังคมไทยได้ เข้ามาถึงระบอบสังคมนายทุนแล้ว แต่ดันมีกลุ่มคนจากระบอบศักดินากลับเข้ามาเจ้ากี้เจ้าการอย่างรู้เท่าไม่ถึง การณ์ ความขัดแย้งก็จึงอุบัติ และเกิดขึ้นอย่างแตกต่างจากประเทศอื่นมากพอสมควร
ในประเทศอื่นนั้น ประวัติศาสตร์พัฒนาการของสังคมเป็นประวัติศาสตร์แห่ง “แบบวิธีการผลิต” เป็นประวัติศาสตร์ของประชาชนคนใช้แรงงานที่ทำผลิตและดัดแปลงธรรมชาติ
แต่ ของราชอาณาจักรไทยไม่ใช่ ปรากฏการณ์ในเมืองไทย ไม่มีทฤษฎีใดในโลกอธิบายได้ ผมจึงถึงอยากเรียนผู้อ่านท่านที่เคารพว่า ถ้าแผ่นดินนี้ไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวเมื่อใด สังคมจะล่มสลายหายไปอย่างที่ไม่มีทางเยียวยา เราจะต้องลองผิดลองถูกอยู่อีกนานหลายสิบปีกว่าจะลืมตาอ้าปากกลับมาดีดังเดิม ได้ หรือไม่ก็ล่มสลายกลายเป็นหลายส่วน เพราะเราเป็นประเทศแรกในยุคอินเตอร์เน็ตที่มีพัฒนาการอย่างนี้
ทาง ที่ดีที่สุด เราต้องป้องกันไว้ดีกว่าแก้ การป้องกันก็คือ เราต้องหันหน้ามาคุยกัน อะไรให้อภัยได้ก็ให้อภัยกัน กลับมาจับมือกันพัฒนาชาติบ้านเมือง
ให้เรืองรุ่งฟุ้งเฟื่อง และต้องเข้าใจให้ได้ว่า ที่พวกเราทำนี่ ไม่ใช่ทำไปเพื่อใครคนใดคนหนึ่ง
ถ้า คิดอย่างนั้น ก็ถือว่าคิดผิด
วิธีคิดที่น่าจะถูกก็คือ
เรา ต้องมุ่งรักษาสถาบันชาติไว้ให้ได้เป็นอันดับ 1
อย่าให้ชาติแตก
ส่วน สถาบันศาสนา และสถาบันกษัตริย์
ก็ต้องดำรงไว้ให้ได้เช่นกัน.
นิติภูมิ นวรัตน์
http://www.thairath.co.th/column/oversea/worldsky/79792
คอลัมน์:”ชะแว้ป” (หน้า 9) ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 30 เมษายน 2553
คอลัมน์ : ชะแว้ป (หน้า 9)
ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 30 เมษายน 2553
“รัฐบาลจาก 10 ประเทศ ประกอบด้วย ซาอุดิอาระเบีย อาหรับ-เอมิเรตส์ สเปน ฮ่องกง จีน เช็๋ก ไต้หวัน เยอรมนี อังกฤษ และเวียดนาม…
ออกประกาศห้ามนักท่องเที่ยวของตน เดินทางเข้าไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ เป็นที่เรียบร้อยโรงเรียนสาธิตของแก็งไอติม และศูนย์อ้วนฉุ (ศอฉ.) แร้วว์
ก็เพิ่งจะเคยเห็นนี่แหละว่า รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ยังคงบริหารประเทศชาติต่อไปได้ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย
กล่าวคือยุบสภาพไม่เอา ลาออกไม่ยอม เจรจาก็ไม่รับและปราบม๊อบก็ไม่ทำ แถมยังลอยตัวอยู่เหนือปัญหาเฉยๆ ก็ได้ด้วย !
ที่แย่หนักกว่าคือ แทนที่จะพยายามลดปัญหา กลับสร้างปัญหาเหมือนจะเสี้ยมเขาควายให้แหลมขึ้น แล้วปล่อยให้คนไทยด้วยกันออกมาตั้งกลุ่มฟาดฟันกันเอง
เป็นนายกฯที่ประเทศลุกเป็นไฟ ในขณะที่ตัวเองต้องไปซุกหัวนอนในกรมทหารเนี่ย มีความสุขนักหรือไง ?! “
ข่าวสด : ทหารดับ จนท.ยิง-เข้าใจผิด
ที่มา : http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNVEk1TURRMU13PT0=§ionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1DMHdOQzB5T1E9PQ==
วันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7091 ข่าวสดรายวัน
ทหารดับ จนท.ยิง-เข้าใจผิด
ปะทะเดือดเจ็บ18 ที่อนุสรณ์สถาน ผู้ใช้รถใช้ถนน วิ่งหนีอลหม่าน ศอฉ.แถลงโชว์ บึ้มเอ็ม79-62ลูก พบใกล้ที่เกิดเหตุ
![]() นาทีดับ – ภาพเหตุการณ์พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาระ หน่วยเคลื่อนที่เร็ว ขี่จยย.ทะลุแนวม็อบมายังแถวจนท.ที่ตั้งประจันหน้ากันกลางถนนวิภาวดีก่อนจะ ถูกยิงเข้าศีรษะ จยย.ล้มกลิ้งกลางถนนตายคาที่ เชื่อเป็นการเข้าใจผิดของจนท.ด้วยกัน เพราะเป็นช่วงฝนตกหนัก ทัศนวิสัยไม่ดี |
ม็อบ แดง-ตำรวจทหารเผชิญหน้าปะทะเดือดหน้าอนุสรณ์สถาน ทั้งปืน-กระสุนยาง-กระสุนจริง-ก้อนหินลุยกันแลกจนมีผู้บาดเจ็บ 18 ดับ 1 พลทหารเซ่นปืนฝ่ายเดียวกันตายสยอง หลังร่วมขบวนมอเตอร์ไซค์วิ่งจากด้านหลังม็อบตามไปสมทบ แต่ช่วงเกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ประกอบกับเปิดไฟหน้าทำให้เกิดการเข้าใจผิด “ขวัญชัย ไพรพนา”หัวหน้าทีมไปเยี่ยมตลาดไทเผยนาทีรอดถูกจับ ศอฉ.แถลงโชว์หัวระเบิดเอ็ม 79 62 นัด ระบุยึดได้จากผู้ต้องสงสัยที่หนีรอดเจ้าหน้าที่ไปได้ องค์กรนิรโทษกรรมสากลมะกันจี้”บารัก โอบามา”อย่าอยู่นิ่งเฉย ส่งทูตพิเศษมาสังเกต การณ์คลี่คลายเหตุการณ์ในไทย
-แดงเปิดยุทธวิธี ไปตลาดไท
วันที่ 28 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณสี่แยกราชประสงค์ในช่วงเช้า เป็นการปราศรัยของแกนนำคนต่างๆ ผู้ชุมนุมมีบางตา ส่วนใหญ่พักผ่อนอยู่ในเต็นท์จังหวัดต่างๆ นอกจากนี้บริเวณการชุมนุมยังมีปัญหาเรื่องการเก็บขยะ เนื่องจากรถเก็บขยะของกทม.ไม่กล้าเข้ามาเก็บในช่วงเช้ามืดเหมือนทุกวัน ส่งผลให้รอบพื้นที่ชุมนุมมีขยะสะสมจำนวนมาก ส่งกลิ่นเหม็นตามจุดที่ทิ้งขยะ ต่อมา แต่ในช่วงสายรถขยะของกทม.จำนวนหลายคัน จึงเข้ามาเก็บขยะได้ตามปกติ
สำหรับ กิจกรรมบนเวทีเป็นการปราศรัยของน.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำนปช. เน้นย้ำว่า ใกล้ถึงเวลาที่คนเสื้อแดงจะได้รับชัยชนะ ขณะนี้ฝ่ายศัตรูเกิดความแตกแยกกันเอง ยุทธวิธีหลังจากนี้คือตอกย้ำความขัดแย้งให้ร้าวลึกลงไปให้มากที่สุด ซึ่งจะเป็นหนทางชนะของคนเสื้อแดง นอกจากนี้ยังชี้แจงสื่อต่างประเทศที่วิพากษ์การชุมนุมว่า กลุ่มคนเสื้อแดงไม่ใช่ผู้ก่อสงครามการเมือง เราเป็นผู้ต้องการสันติภาพ แต่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เป็นฝ่ายเลือกจะทำสงครามกับประชาชน
ต่อ มานายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำนปช. ประกาศบนเวทีว่า จะระดมรถกระบะ 150 คัน รถจักรยานยนต์อาสาอีกจำนวนมาก เดินทางไปยังตลาดไท เพื่อให้กำลังใจชาวบ้านและคนเสื้อแดง ขอให้ผู้ชุมนุมรวมตัวกันด้านหน้าเวที เพื่อไปขึ้นรถที่แยกศาลาแดงมุ่งหน้าสู่ตลาดไท หากเจอด่านตำรวจตั้งสกัดกั้นจะฝ่าด่านทันที
-”ขวัญชัย ไพรพนา”หัวหน้าทีม
จากนั้น เวลา 10.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช. แถลงว่านายขวัญชัยจะนำอาสาสมัครรถกระบะและรถจักรยานยนต์ออกไปทำความเข้าใจ กับคนกรุงเทพฯเกี่ยวการชุมนุมของนปช. หลังจากรัฐบาลพยายามใส่ร้ายการชุมนุมว่าเป็นผู้ก่อการร้าย สะสมอาวุธสงคราม เส้นทางที่ใช้ คือเส้นทางถนนพระราม 4 ตัดเข้าถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งมีจุดหมายสุดท้ายที่ตลาดไท เมื่อถึงกลุ่มคนเสื้อแดงจะใช้เวลาทำความเข้าใจกับประชาชนในบริเวณนั้น และถือโอกาสให้กำลังใจคนเสื้อแดงในพื้นที่ที่ถูกสลายการชุมนุมก่อนหน้านั้น ด้วย เมื่อเสร็จภารกิจเรากลับมาชุมนุมที่ราชประสงค์ต่อ จากนั้นจะประเมินอีกครั้งว่าก่อนจะมีปฏิบัติในลักษณะเดียวกันอีกในวันต่อไป ตามแต่สถานการณ์ หากทหารเห็นว่าจะใช้กำลังขัดขวางก็ไม่เป็นปัญหา แต่ต้องเตรียมคำตอบให้ได้ว่าทำไมคนหลากสีชุมนุมได้โดยไม่มีมาตรการ หรือการดำเนินการใดๆ
“ที่เราไม่ได้ออกไปไหนหลายวัน เพราะเห็นว่าการอยู่ที่ราชประสงค์เป็นการตั้งรับเพื่อรุก ซึ่งรัฐบาลไม่มีความสามารถจะสลายการชุมนุม วันนี้จะเปิดเกมรุก ที่ผ่านมาเราโดนปิดกั้นด้วยสื่อ จึงจำเป็นต้องเคลื่อนไหว ยืนยันว่าจะปักหลักต่อสู้ภายใต้ยุทธวิธีแบบเป็นไงเป็นกัน” นายณัฐวุฒิ กล่าว
-โต้”ไก่ อู”แดงไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วนที่พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ. ประกาศพร้อมจะสลายการชุมนุมนั้น ไม่มีปัญหา คนเสื้อแดงไม่กลัว ไม่หวั่นไหว พร้อมต่อสู้จนตายมาตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. แต่ขอให้ประกาศนัดวันว่าจะสลายวันไหน เพื่อให้ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องได้หลีกเลี่ยง คนเสื้อแดงจะปักหลักด้วยสันติวิธีด้วยมือเปล่า ถ้านายอภิสิทธิ์ พร้อมจะอยู่บนซากของประชาชนที่นอนตายที่แยกราชประสงค์ก็ตามใจ แต่อยากถามว่าได้ถามแม่ทัพหรือยังว่าพร้อมด้วยหรือไม่ จะทำภารกิจได้หรือไม่ ขอให้นัดวันสลายการชุมนุมและให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพออกมานั่งแถลงข่าวด้วย การให้พ.อ.สรรเสริญ มาแถลงพร้อมสลายการชุมนุม เป็นการใช้วิธีลักไก่รายวัน ที่ผ่านมาหากรัฐบาลยอมรับเงื่อนไข การยุบสภาภายใน 30 วันแล้วลงสัตยาบันหลังเลือกตั้ง จะไม่มีการชุมนุมเราก็กลับบ้านแล้ว
“เรา ยืนยันว่าที่นี้ไม่มีใครเป็นผู้ก่อการร้ายแต่ก่อนที่รัฐบาลจะแยกผู้ก่อการ ร้ายที่นี่ ขอให้ไปแยกแยะระหว่างผู้ก่อการร้ายที่นี่กับผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีการฆ่าตัดคอและก่อเหตุรายวัน รัฐบาลต้องแยกเรื่องนี้ก่อน ไม่งั้นไม่มีความชอบธรรม หวังว่าพรุ่งนี้รัฐบาลจะมีคำตอบเพื่อไม่ให้สังคมสับสน” นายณัฐวุฒิ กล่าว
-รัฐ น่าอับอายใส่ร้ายหาล้มเจ้า
นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่านปช.ไม่ได้มีความคิดเข้าร่วมขบวนการล้มเจ้าตามที่รัฐบาลกล่าวหา เพราะจุดยืนของเรา คือการเรียกร้องประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใส่ร้ายพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯ โดยเอาสิ่งที่พล.อ.ชวลิตเคยพูดเมื่อปี 2552 มาอ้างนั้น เป็นสิ่งที่น่าอับอายของรัฐบาล เพราะสิ่งที่พล.อ.ชวลิตพูดในเวลานั้น มาจากคำแถลงการณ์ของคณะราษฎรเมื่อปี 2475 ที่สำคัญถ้า เวลานั้นเป็นความไม่เหมาะสมและเป็นขบวนการล้มเจ้าจริง สื่อสารมวลชนคงไม่เอาเผยแพร่
“ตอนนี้ทีมกฎหมายของเราอยู่ระหว่างรวบ รวมข้อมูลหลักฐานว่ามีใครกล่าวให้ร้ายเราเรื่องนี้บ้าง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมและมีหลักฐานครบถ้วนเมื่อไหร่ก็พร้อมดำเนินการ ฟ้องร้องรัฐบาลทันที” นายณัฐวุฒิ กล่าว
ด้านน.พ.เหวง กล่าวว่า ตอนนี้มีอยู่ 2 ทางเลือก 1.สันติ ภาพ และ2.สงคราม แต่นายอภิสิทธิ์ เลือกทำสงครามกับประชาชนโดยเคลื่อนกำลังทหาร 3-4 หมื่นนายพร้อมตัดการสื่อสาร นอกจากนี้ยังกล่าวหาคนเสื้อแดงเป็นพวกล้มเจ้าและก่อการร้ายรวมทั้งนำคนเสื้อ หลากสี ซึ่งมาจากการเปลี่ยนสีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อมาปะทะ กับคนเสื้อแดง
“ขอเตือนว่าการที่นายอภิสิทธิ์ เลือกทำสงครามเท่ากับประกาศสงครามกับประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะหายนะหากทำสงครามกับประชาชน ในอดีตก็มีบทเรียนมาทุกประเทศ ขอให้รัฐบาลตัดสินใจเรื่องนี้ให้ดี เพราะประชาคมโลกจับตาดูอยู่ การที่นายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติติดต่อมาที่นาย กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เป็นการแตะเบรกสงคราม ขอเตือนนายอภิสิทธิ์ อย่ายัดเยียดสงครามให้ประชาชน และ ยุติการเรียกคนเสื้อแดงว่าเครือข่ายล้มเจ้าและผู้ก่อการร้ายได้แล้ว” น.พ.เหวง กล่าว
-ฉุนทหาร”ร.1รอ.”ขว้างไม้ใส่
เมื่อเวลา 11.00 น. ที่บริเวณแยกศาลาแดง หน้าสวน ลุมพินี กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงนำโดยนายขวัญชัย ตั้งขบวนประกอบด้วยรถกระบะ 150 คัน และรถจักรยานยนต์ประมาณ 200 คัน เพื่อเดินทางไปให้กำลังใจและพบปะประชาชนที่บริเวณตลาดไท โดยจะนำวีซีดีเหตุการณ์ 10 เม.ย.ใครฆ่าประชาชนไปแจกให้ประชาชนบริเวณดังกล่าว ด้วย ขบวนเริ่มใช้เส้นทาง ถนนพระราม 4 และได้เลี้ยวซ้ายไปถนนวิทยุ โดยมีกลุ่มรถจักรยานยนต์ขับนำ และนายขวัญชัย ได้ขึ้นรถบรรทุก 6 ล้อกล่าวปราศรัยไปตลอดเส้นทาง โดยมีความว่า กลุ่มเสื้อแดงไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย เราจะเดินทางไปแสดงทำความเข้าใจกับประชาชน
ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุม เสื้อแดงได้ผ่านแยกสารสิน ได้มีกลุ่มผู้ชุมนุมอีกส่วนหนึ่งเข้ามาสมทบ ส่วนใหญ่เป็นรถจักรยานยนต์จำนวน 300 คัน จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้เคลื่อนเข้าสู่ถนนวิทยุและเลี้ยวซ้ายเข้าไปถนน เพชรบุรีตัดใหม่และเลี้ยวขวาผ่านประตูน้ำ ออกถนนดินแดงก่อนที่จะเข้าสู่ถนนวิภาวดี ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงได้เคลื่อนผ่านบริเวณกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ถ.วิภาวดีรังสิต มีผู้ชุมนุมบางส่วนได้ขว้างท่อนไม้ที่นำมาด้วยเข้าไปใส่ยังกลุ่มทหารที่ รักษาการณ์อยู่หน้าประตู บางคนก็ตะโกนด่าทอ ต่อมาขบวนได้เคลื่อนมาถึงยังจุดสกัดบริเวณปั๊มน้ำมันปตท.ซึ่งติดกับร. 1 รอ. กลุ่มเสื้อแดงได้ลงไปไล่ทหารให้กลับเข้าไปยังกรมกองที่สังกัด แต่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆเกิดขึ้น
-เจอกำลังทหารบล็อกที่ดอนเมือง
ผู้ สื่อข่าวรายงานต่อว่า ตลอดเส้นทางผู้ชุมนุมเคลื่อนผ่าน มีประชาชนออกมาให้กำลังใจและถือสัญลักษณ์เป็นหัวใจตบเป็นระยะๆ ทั้งนี้ขบวนยังได้ใช้เส้นทางคู่ขนานของถนนวิภาวดี พอมาถึงบริเวณท่าอากาศยานดอนเมืองขบวนได้กลับมาใช้ช่องจราจรตรงกลางของถนน วิภาวดี
ต่อมาเวลา 12.00 น. ขบวนเคลื่อนมาถึงบริเวณปากทางซอยวิภาวดี 42 ปรากฏว่าการจราจรติดขัดอย่างหนัก ทำให้ขบวนของกลุ่มเสื้อแดงไม่สามารถเคลื่อนขบวนต่อไปได้ เนื่องจากทหารจำนวน 800 กองร้อยได้ตั้งด่านสกัดอยู่บริเวณอนุสรณ์สถาน เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมชนเคลื่อนขบวนไปยังตลาดไทได้ ทั้งนี้ผู้ชุมนุมบางส่วนได้ลงมายืนสังเกตการณ์ บางส่วนก็ใช้การเดินเท้าเข้าไป ขณะเดียวกันผู้ชุมนุมที่เป็นชายฉกรรจ์ต่างก็ถือไม้ที่นำติดตัวมาด้วยและ หนังสติ๊ก และก้อนหิน ติดตัวไปด้วยเพื่อใช้เป็นอาวุธ นอกจากนี้การจราจรที่ติดขัดอยู่แล้วยิ่งติดขัดหนักเป็นอัมพาต โดยถนนเส้นทางวิภาวดีขาออกติดขัดยาวไปถึงแยกบางเขน
ผู้สื่อข่าว รายงานอีกว่า ขณะที่มีการตั้งด่านสกัดของทหารอยู่นั้น มี ฮ. บินวนอยู่บริเวณโดยรอบเพื่อสังเกตการณ์ ซึ่ง ผู้ชุมนุมสังเกตเห็นและพยายามยิงพลุและตะไลขึ้นฟ้าขึ้นขัดขวางการบินของ ฮ. อย่างไรก็ตาม ประชาชนที่จะใช้เส้นทางดังกล่าวโดยเฉพาะขาออก ต่างกลับรถเพื่อหนีการจราจรที่ติดขัด บางรายหนีขึ้นโทลล์เวย์ เวลา 14.30 น.ได้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนหนีหลบฝนเข้าไปอยู่บริเวณโทลล์เวย์ นอกจากนี้แกนนำผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้ส่งสัญญาณบอกว่าให้ผู้ชุมนุมบางส่วนทยอย เดินทางกลับไปชุมนุมยังบริเวณราชประสงค์ต่อ
-ปะทะเดือดหน้าอนุสรณ์ สถาน
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ขณะเจ้าหน้าที่ทหารสลายการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงฮือจากอนุสรณ์สถานไปที่หลัก สี่นั้น ทหารใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยางยิงใส่ จนกลุ่มผู้ชุมนุมแตกฮือทิ้งรถจักรยานยนต์ หนีกระเจิง ก่อนไป มารวมตัวกันที่ปัมแก๊สไม่มีชื่อ ห่างจากทหาร 500 เมตร ปากซอยวิภาวดี 45 ระหว่างที่ล่าถอยปรากฏว่ามีเสื้อแดงถูกลอบยิงมาจากตึกร้าง ปากซอยวิภาวดี 45 เสียงปืนดังเป็นระยะ 4-5 นัด กลุ่มผู้ชุมนุมคนหนึ่งล้มทั้งยืน พร้อมตะโกนว่ามีคนลอบยิงจากตึกร้าง การ์ดจึงกรูเข้าไปตรวจสอบพบว่าตึกดังกล่าวปิดล้อมแน่นหนา ไม่สามารถเข้าไปได้ จึงช่วยกันหามคนเจ็บเป็นชายอายุประมาณ 35 ปีสวมเสื้อสีขาว กางเกงคล้ายทหาร มีสัญลักษณ์ผ้าพันคอสีแดง ถูกยิงที่หัวเข่าขวาได้รับบาดเจ็บ การ์ดส่งขึ้นรถแท็กซี่เพื่อนำส่งร.พ.
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ในจุดดังกล่าวยังมีผู้บาดเจ็บอีก 2 คน ที่ถูกยิงและมีการนำส่งร.พ. ขณะที่บางคนถูกกระสุนยางตามมือและลำตัว วิ่งออกมาจากจุดเกิดเหตุเข้ามาที่ปั๊มแก๊ส เพื่อปฐมพยาบาล เนื่องจากมีรถปิกอัพหน่วยปฐมพยาบาลของนปช. จอดอยู่
เวลา 16.00 น. เจ้าหน้าที่ทหาร ได้ตั้งด่านทางขึ้นทางด่วนโทลล์เวย์ ที่จะมุ่งหน้าไปรังสิตทุกเส้นทาง ทั้งถนนด้านล่าง และบนทางด่วน โดยเฉพาะรถที่จะขึ้นบนโทลล์เวย์นั้นมีการตรวจ ค้นอย่างละเอียดก่อนปล่อยผ่าน ท่ามกลางฝนโปรยปราย ส่วนรถโมบายล์ของแกนนำนปช. ที่นำโดยพ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ และนายขวัญชัย ยังจอดที่หน้าปั๊มแก๊ส เพราะถูกบล็อก ไม่ให้กลับรถไปที่ราชประสงค์
-ทหารยิงพวกเดียวกันเองดับ1
เวลา 15.40 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารพร้อมอาวุธครบมือประจำการคอยดักกลุ่มคนเสื้อแดงอยู่ เยื้องบริเวณหน้าปั๊มปตท. ถนนวิภาวดี เพื่อไม่ให้กลุ่มคนเสื้อแดงมุ่งหน้าไปยังตลาดไท ขณะเกิดเหตุได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มจักรยานยนต์ของทหารหน่วยเคลื่อนที่เร็วประมาณ 20 คัน มีทหารประมาณ 40 นายพร้อมอาวุธครบมือ ได้เปิดไฟหน้าฝ่าสายฝนวิ่งมาทางกลุ่มที่ทหารตั้งรอรับกลุ่มเสื้อแดงบริเวณ ดังกล่าว ทำให้ทหารที่ตั้งรับอยู่มองไม่เห็นว่าเป็นทหาร เข้าใจว่าเป็นกลุ่มคนเสื้อแดงจะบุกเข้ามาบริเวณด่าน จึงกระหน่ำยิงด้วยอาวุธสงคราม ทำให้ทหารหน่วยเคลื่อนที่เร็วที่มุ่งหน้ามาสมทบต่างล้มระเนระนาดกลางถนนวิภา วดีรังสิต โดยมีทหารที่นำขบวนอยู่ด้านหน้าสุด ถูกยิงบริเวณศีรษะทะลุหมวกเหล็ก ทำให้ศีรษะเปิดสมองกระจาย ตาถลนออกมา เสียชีวิตคาที่ 1 ราย
-ซีเอ็นเอ็นตีข่าว-เฟรนด์ลี่ ไฟร์
จาก นั้น เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเคลื่อนที่เร็ว พยายามยกมือบอกว่าเป็นทหารพวกเดียวกัน เพื่อมาสมทบ ทำให้ทหารที่ประจำการยุติการยิงและวิ่งไปช่วยเหลือทหารที่ถูกยิงและนำตัวออก มาจากจุดเกิดเหตุ นำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนทหารอื่นกระโดดหลบทัน ทำให้ไม่มีผู้บาดเจ็บเพิ่มเติม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขบวนมอเตอร์ ไซค์ของเจ้าหน้าที่ทหารดังกล่าว วิ่งมาจากข้างหลังม็อบทางด้านหลักสี่ และฝ่ายม็อบก็ปล่อยให้ขับวิ่งผ่านไป ประกอบกับขณะนั้นฝนตกหนัก มอเตอร์ไซค์เปิดไฟหน้าจึงเกิดการเข้าใจผิด ฝ่ายตำรวจทหารที่ตั้งด่านสกัดจึงเล็งปืนเข้ามายังม็อบ จากนั้น ก็มีเสียงปืนดังขึ้น ทำให้ทหารถูกยิงเสียชีวิตคา ที่ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสายตาผู้ สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศจำนวนมาก ซึ่งหลังเกิดเหตุสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นได้นำภาพ และเหตุการณ์ดังกล่าวออกอากาศทั่วโลก โดยระบุว่ามีสาเหตุมาจากการยิงโดนกันเองหรือ เฟรนด์ลี่ ไฟร์
-ปิด วิภาวดีฯ ค้นหาแดง-เจอด่าลั่น
นอกจากนี้ ทหารประมาณ 2 กองร้อยอาวุธครบมือ ยังตรึงกำลังอยู่บริเวณทางขึ้นด่วนโทลล์ เวย์ขาออกตรงข้ามปั๊มปตท. ถนนวิภาวดีฯ โดยบนโทลล์เวย์ปิดการจราจรทั้งหมด ส่วนด้านล่างมีกำลังเจ้าหน้าที่ปราบจลาจลตั้งด่านสกัดเส้นทางที่จะมุ่งไปทาง ตลาดไท เพื่อป้องกันการแฝงตัวคนเสื้อแดงที่จะเดินทางไปสมทบ ทำให้การจราจรติดขัดอย่างหนัก ทั้งเส้นทางขาเข้าและขาออก โดยผู้ขับขี่ที่ใช้เส้นทางสัญจรต่างไม่พอใจ บีบแตรลั่นถนนเพื่อให้ตำรวจเปิดทางวิ่งได้สะดวก เนื่องจากบางคันขนผักและปลามาทางตลาดไท ซึ่งอาจทำให้เสียหายได้
ระหว่าง นี้ มีกำลังทหารส่วนหนึ่งตรึงกำลังอยู่ใกล้ปั๊มปตท. ส่วนเสื้อแดงประมาณ 2,000 กว่าคน ยังปักหลักอยู่บริเวณปั๊มแก๊ส ซอยวิภาวดีฯ 45 อย่างไรก็ตาม มีเสียงดังคล้ายประทัดต่อเนื่องบริเวณก่อนถึงปั๊มแก๊ส เนื่องจากมีคนเสื้อแดงพยายามเล็ดลอดฝ่าแนวทหารเข้ามา จึงถูกสกัดด้วยอาวุธตลอดเวลา
-ตร.-ทหารระดมตั้งด่านสกัดกั้น
เมื่อ เวลา 12.00 น. พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รอง ผบช.ภ.1 พล.ต.ต.เมธี กุศลสร้าง ผบก.ปทุมธานี พ.ต.อ.เพิ่มเกียรติ สุริยวงศ์ ผกก.สภ.คลองหลวง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ภ.จว.ปทุมธานี จำนวน 5 กองร้อย กว่า 500 นาย มายังเขตพื้นที่ สภ.คลองหลวง และวางกำลังกระจายไปยังจุดต่างๆ ของถนนพหล โยธินเพื่อสกัดม็อบนปช.ทั้งขาเข้าและขาออก ขณะเดียวกันฝ่ายนปช.ปทุมธานี ก็ได้ระดมมวลชนมายังบริเวณปากทางเข้าวัดพระธรรมกาย ก่อนถึงตลาดไท หมู่ 9 ต.คลองหนึ่ง อ.คลอง หลวง จ.ปทุมธานี จำนวนกว่า 200 คน หลังจากแนวร่วมนปช.ปทุมธานี ได้รับรายงานว่า กลุ่มนปช.ที่เดินทางเคลื่อนพลมาจากกรุงเทพ มหานคร ได้ถูกเจ้าหน้าที่ทหารสกัดและมีการปะทะกันบริเวณแยกอนุสรณ์สถาน
เวลา 13.15 น. กลุ่มนปช.ปทุมธานี ได้เคลื่อนพลโดยรถยนต์ปิกอัพ และรถจักร ยานยนต์มาตามถ.พหลโยธิน ขาเข้าพร้อมสัญลักษณ์ขบวนธงแดง ที่ทยอยกันเดินทาง มายังจุดสถานที่กองกำลังเจ้าหน้าที่ทหารบก และเจ้าหน้าที่ตำรวจ จำนวนกว่า 300 นาย ที่เดินทางมาทางรถยนต์ ยีเอ็มซี รถฮัมวี่ บน ถ.วิภาวดีรังสิต ขาออก เชื่อมต่อพหลโยธิน บริเวณแยกอนุสรณ์สถาน โดยขึงรั้วลวดหนามขวางกั้นไว้ ทำให้การจราจรติดขัดแน่นิ่งเข้าไปในเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร เมื่อกลุ่มนปช.ปทุมธานี มาทางด้านพหลโยธินขาเข้าก็พากันจอดรถข้างทางแล้วกระโดดข้ามเกาะกลางถนนไป ร่วมกับกลุ่มนปช.เดิมที่ปักหลักประจันหน้ากับเจ้าหน้าที่ทหารโดยมีรั้วลวด หนามขวางคั่นกลาง กลุ่มนปช.ซึ่งได้มีการด่าทอเจ้าหน้าที่ทหารผ้าพันคอสีฟ้าว่าได้ใช้อาวุธปืน ในการยิงสลายชาวเสื้อแดง ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารก็ได้ประกาศทางเครื่องขยายเสียงขอให้พี่น้องประชาชนเปิด เส้นทางเพื่อขอพื้นที่ และตำรวจก็อยู่ในอาการสงบ
![]() (1)ควันตลบ – ทหาร-ตร.ที่เข้าสลาย ม็อบบนถนนวิภาวดี สาดกระสุนขึ้นฟ้าพร้อมกันจนควันปืนโขมง เพื่อเป็นการข่มขวัญ นอกจากนั้นยังใช้กระสุนยางจากปืนลูกซองยิงถล่มใส่อย่างดุเดือดหนาแน่น จนม็อบไม่อาจฝ่าด่านไปได้(2)นาทีดับ – ภาพเหตุการณ์พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาระ หน่วยเคลื่อนที่เร็ว ขี่จยย.ทะลุแนวม็อบมายังแถวจนท.ที่ตั้งประจันหน้ากันกลางถนนวิภาวดี ก่อนจะถูกยิงเข้าศีรษะ จยย.ล้มกลิ้งกลางถนนตายคาที่ เชื่อเป็นการเข้าใจผิดของจนท.ด้วยกัน เพราะเป็นช่วงฝนตกหนัก ทัศนวิสัยไม่ดี (3)นาที ยิง – ภาพเหตุการณ์พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาระ ขี่จยย.ทะลุแนวม็อบมายังแถวจนท.ที่ตั้งประจันหน้ากันกลางถนนวิภาวดีฯ ก่อนถูกยิงตายคาที่ ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดของจนท.ด้วยกัน เพราะเป็นช่วงฝนตกหนัก ทัศนวิสัยไม่ดี b>(5)พลแม่นปืน – ระหว่างเหตุการณ์ปะทะระหว่างทหาร-ตร.กับม็อบเสื้อแดง กลางถนนวิภาวดี ใกล้อนุสรณ์สถาน ปรากฏว่าตามสะพานลอยคนข้าม จะมีพลแม่นปืน เล็งปืนติดกล้องเพื่อควานหาเป้าหมาย โดยมีทีมชี้เป้าอยู่ข้างๆ b>(6) ยังเหนียว – นายขวัญชัย ไพรพนา ขณะถือไมโครโฟน คุมทัพม็อบเสื้อแดงจากราชประสงค์ มุ่งหน้าตลาดไท ก่อนโดนจนท.เข้าสลายและพยายามจับกุม แต่นายขวัญชัยเล็ดลอดหนีกลับมาถึงราชประสงค์โดยปลอดภัย |
-ปะทะ เดือดวิภาวดีฯ กลางฝน
เวลา 14.45 น. เจ้าหน้าที่ทหารผ้าพันคอสีฟ้า ได้สลับเปลี่ยนกำลังพลชุดที่มีอาวุธปืนเอ็ม 16 ปืนกระสุนยาง เคลื่อนไปด้านหน้าพร้อมลั่นกระสุนขึ้นฟ้า ซึ่งฝ่ายนปช.จำนวนอีกกว่า 30 รายที่ยืนแฝงปะปนกับสื่อมวลชนที่ยืนอยู่บนช่องเกาะกลางถนนในชัยภูมิที่สูง กว่าเพื่อสำหรับถ่ายภาพ ต่างก็ได้ใช้ก้อนหินขนาดน้ำหนักตั้งแต่ 0.5-1 กิโลกรัมที่เตรียมไว้ขว้างปา และทุ่มใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารชั้นประทวนที่มีเพียงโล่ กระบอง เป็นเครื่องมือปราบจลาจล ทำให้ต้องเกาะกลุ่มนั่งหมอบหลบ ท่ามกลางเสียงปืนดังดั่งสมรภูมิรบ กว่า 30 นาที นปช.ก็ล่าถอย แฝงเข้าตามซอกรถยนต์ที่การจราจรติดขัดอยู่บนท้องถนน ท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาอย่างหนัก เสมือนสมรภูมิรบกลางเมือง ที่มีการจราจรหนาแน่น มีกำลังทหารถืออาวุธปืนย่องไปตามช่องรถยนต์ที่จอด โดยใช้รถชาวบ้านเป็นโล่กำบัง
-ชาวบ้านทิ้งรถ-อุ้มลูกหนีวุ่น
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า คนขับรถบางรายที่มา กันทั้งครอบครัว ได้จอดรถทิ้งล็อกกุญแจไว้ แม่ต้องอุ้มลูกทารกน้อยซุกในอกหลบฝน มีพ่อวิ่งนำหน้าพาออกจากจุดเกิดเหตุอย่างไร้จุดหมาย เพื่อไปให้พ้นจากเหตุการณ์วิกฤต เพราะเกรงลูกหลงจากไม่ทราบฝ่าย เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ทหารรายงานว่ามีมือที่ 3 ในชุดพรางสีดำ ขับขี่รถจักรยานยนต์จำนวน 4 คัน มาจอดอยู่บนสะพานต่างระดับ พหลโยธิน-ลำลูกกา (สะพาน 7 ชั่วโคตร) ได้สะพายปืนเอชเค อาวุธสงคราม แล้วกราดยิงลงมาใส่กลุ่มเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ด้านล่างจนได้รับบาดเจ็บหลาย ราย ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารตอบโต้และมีการกระจายกำลังกันค้นหา ในท่าพร้อมต่อสู้กันด้วยอาวุธปืน ซึ่งไม่ได้รับรายงานว่าพบกลุ่มบุคคลดังกล่าวหรือไม่ จากเหตุการณ์ปะทะกันนานกว่า 1 ชั่วโมง และปิดกั้นการจราจรอีก 3 ชั่วโมง ส่งผลให้การจราจรของทั้งฝั่งขาเข้าและขาออกของวิภาวดีรังสิตและพหลโยธินติด ขัดยาวด้านละกว่า 10 กิโลเมตร ส่งผลให้ถนนอีกหลายสายในฝั่งรังสิต คูคต บางขัน ติดขัดต่อเนื่องกว่า 3 ชั่วโมง กระทั่งเปิดการจราจรได้เวลา 16.00 น.
-พลเรือน บาดเจ็บ 18-สาหัส 2
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า จากการปะทะระหว่างกลุ่มเสื้อแดงกับเจ้าหน้าที่ทหาร ที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ มียอดผู้บาดเจ็บ 18 ราย เป็นพลเรือน 16 ราย ทหาร 2 ราย แบ่งรักษาตัวในโรงพยาบาล 5 แห่ง คือ ร.พ.ภูมิพล 10 ราย ร.พ.แพทย์รังสิต 3 ราย ร.พ.ประชาธิปัตย์ 3 ราย ร.พ.วิภาวดีรังสิต 1 ราย ร.พ.ตำรวจ 1 ราย มีพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 ราย อยู่ร.พ.ภูมิพล 1 ราย ได้รับบาดเจ็บที่ช่องท้อง และร.พ.แพทย์รังสิต 1 ราย ได้รับบาดเจ็บที่ช่องท้องยังอยู่ในห้องไอซียู ทั้งสองคนมีแพทย์ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ส่วนทหารได้รับบาดเจ็บศีรษะแตก 1 ราย และได้รับบาดเจ็บที่ขา 1 ราย ได้รับการส่งตัวต่อไปยังร.พ.พระมงกุฎแล้ว
พล.อ.ต. น.พ.ชูพันธ์ ชาญสมร ผอ.ร.พ.ภูมิพล กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่รักษาตัวที่ร.พ.มี 10 ราย พักรักษาตัวอยู่ 8 ราย อีก 2 รายกลับบ้านแล้ว ใน 8 รายมีผู้บาดเจ็บสาหัส 1 ราย เป็นเพศชาย อยู่ระหว่างการผ่าตัด เนื่องจากมีบาดแผลที่ช่องท้อง ยังติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
-ชาวบ้านเจอลูกหลง-ทหารดับ1
น.พ.พร้อม พงษ์ พีระบูล ผอ.ร.พ.วิภาวดี กล่าวว่า ผู้บาดเจ็บ 1 ราย ที่พักรักษาตัวที่ร.พ. วิภาวดีนั้น เป็นเพศชายอายุ 20-30 ปี อาชีพค้าขาย แต่งตัวปกติ ไม่ได้แสดงออกชัดว่าเป็น สีใด ได้รับบาดเจ็บขณะขับรถบนโทลล์เวย์บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ระหว่างนั้นได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น แล้วรู้สึกได้ว่ามีเศษระเบิดกระเด็นเข้ากระจกมากระทบใบหน้าด้านขวา และหนังศีรษะด้านขวา ขณะนี้แพทย์รักษาแล้ว แต่ยังอยู่ห้องไอซียู เพื่อสังเกตอาการทางสมอง ซึ่งภายหลังการรักษาผู้บาดเจ็บ รู้เรื่องดี พูดคุยได้ตามปกติ อาการปลอดภัยแล้ว
เวลา 18.00 น. ศูนย์เอราวัณ รายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ชื่อ พลทหารรณรงค์ สาระ เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
-แกนนำเห็นท่าไม่ดี-เรียกกลับ
เวลา 13.40 น. ที่เวทีการชุมนุมแยกราชประสงค์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีข่าวการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงกับเจ้าหน้าที่ทหาร ที่จะเคลื่อนไปที่ตลาดไท บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ดอนเมือง ถ.วิภาวดีฯ นายวิสา คัญทัพ ได้ประกาศบนเวทีให้คนเสื้อแดงที่อยู่บริเวณใกล้เคียง นำกำลังไปสมทบช่วย เหลือคนเสื้อแดงที่ติดอยู่ ส่วนผู้ชุมนุมที่อยู่ แยกราชประสงค์ไม่ต้องไปไหน ให้รักษาพื้นที่ เอาไว้ต่อไป
ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่าแกนนำคนเสื้อแดงที่อยู่หลังเวทีราชประสงค์ ได้โทรศัพท์ติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่เคลื่อนขบวนไปอย่าง ใกล้ชิด โดยต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด ทั้งนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายพายัพ ปั้นเกตุ นายสมหวัง อัสราษี โดยเฉพาะนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ที่ติดตามความเคลื่อนไหวและการปะทะผ่านอินเตอร์เน็ตอย่างใกล้ชิด จากนั้นจึงตัดสินใจประสานนายขวัญชัยที่นำมวลชนคนเสื้อแดงเคลื่อนไป ให้เดินทางกลับมาที่แยกราชประสงค์ เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกับทหาร และเพื่อความปลอดภัยของคนเสื้อแดง นอกจากนี้ศูนย์วิทยุของหน่วยรักษาความปลอดภัย นปช. ได้สั่งการให้การ์ดนปช.ทุกด่านเตรียมพร้อมรับการสลายการชุมนุมทันที หลังจากที่ผ่อนคลายลงในช่วงเช้า
-”ตู่”ฉะวิชามาร-ยุแดงฝ่าด่านสกัด
ต่อ มาเวลา 14.00 น. นายจตุพร ขึ้นปราศรัยบนเวทีถึงเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารและกลุ่มคนเสื้อแดงใน บริเวณอนุสรณ์สถาน ดอน เมือง ว่า ศอฉ.ใช้วิชามาร ป้องกันไม่ให้คนเสื้อแดงกลุ่มใหญ่ที่เคลื่อนจากราชประสงค์ไปสมทบที่ตลาดไท ได้ โดยใช้วิธีทำให้รถติด คือใช้รถของชาวบ้านจอดติดไฟแดงเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร โดยชุดที่ปะทะกับทหารเป็นชุดเคลื่อนที่เร็วล่วงหน้าไปก่อนรวมกับกลุ่มเสื้อ แดงที่อยู่ ในละแวกตลาดไท เป็นการแยกกลุ่มคนเสื้อแดงให้เป็นกลุ่มเล็ก เพื่อให้ทหารเข้าสลาย ดังนั้น ขบวนใหญ่ของคนเสื้อแดงจึงเลี้ยวรถกลับมาที่เวทีราชประสงค์ทั้งหมดเพื่อคิดหา วิธีการใหม่ที่จะทำในวันที่ 29 เม.ย. และขอให้คนเสื้อแดงที่อยู่แยกราชประสงค์อยู่กันโดยไม่ต้องกังวล
นาย จตุพร กล่าวว่า ส่วนที่มีข่าวว่าจะมีการตลบหลังสลายการชุมนุม เนื่องจากผู้ชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์มีจำนวนน้อย และจะมี ตั้งด่านสกัดอย่างเข้มข้นไม่ให้คนเสื้อแดงเข้ามาในพื้นที่การชุมนุมนี้ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้น คนเสื้อแดงจะแหกด่านอย่างเข้มข้นเช่นกัน และหากจะสลายแล้วแตกหัก ไม่จำเป็นต้องมาแตกหักที่ราชประสงค์ แต่คนเสื้อแดงจะให้ไปแตกหักที่ ร. 11 รอ.ได้ ส่วนบริเวณอนุสรณ์สถานที่มีการปะทะกัน ได้ประกาศให้คนเสื้อแดงที่อยู่ใกล้เคียงบริเวณนั้นโดยเฉพาะจ.ปทุมธานี เข้าไปช่วยเหลือแล้ว
-ระบุพลแม่นปืนเตรียมสอยแดง
ต่อมาเวลา 14.50 น. นายจตุพร จึงขึ้นเวทีปราศรัยอีกครั้ง โดยประกาศว่า ตอนนี้ทราบข่าวว่ามีการปิดทางด่วนโทลล์เวย์ ช่วงแยกบางเขน ถึงอนุสรณ์สถาน และให้พลแม่นปืนของหน่วยทหารอากาศ 4 นายขึ้นไปอยู่บนนั้น จึงอยากบอกว่าตอนนี้เรารู้หมดแล้ว ขอให้ลงมา และหากมีประชาชนเสียชีวิต ทั้ง 4 คนต้องรับผิดชอบ ส่วนด่านล่างมีทหารถืออาวุธสงครามเดินอยู่ทั่ว นี่หรือคือกองทัพไทย นอกจากนี้ยังทราบว่าผู้ที่บัญชาการทั้งหมดอยู่บนตึกไอที สแควร์หลักสี่ จึงอยากถามศอฉ.และนายอภิสิทธิ์ว่าจะต้องมีคนตายอีกกี่ศพ
เวลา 15.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดการปะทะระหว่างทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุม ที่บริเวณอนุสรณ์สถานฯ ดอนเมือง พร้อมมีกระแสข่าวจะมีการสลายการชุมนุมภายในวันนี้ ส่งผลให้การรักษาความปลอดภัยของการ์ดนปช. ที่แยกราชประสงค์เข้มข้นมากขึ้น เพิ่มกำลังการ์ดบริเวณหลังเวทีที่มีแกนนำหลักอยู่ และตรวจตราการเข้า-ออกด้านหลังเวทีอย่างละเอียด จนเกิดการปะทะคารมระหว่างผู้สื่อข่าวและการ์ดนปช. ทำให้นายอารี ไกรนรา หัวหน้าการ์ดนปช. เข้ามาเคลียร์ เหตุการณ์จึงปกติ
-ราชประสงค์ เครียดผวาสลาย
นอกจากนี้การ์ดนปช. ได้เตรียมไม้ไผ่ขนาด 2 ฟุตหลายสิบลำมาวางเตรียมไว้ด้านหลังเวที ทั้งนี้มีเสียงคล้ายเครื่องชอร์ตไฟฟ้าดังจากเต็นท์ วีไอพีหลายครั้ง ขณะที่แกนนำหลักยังเฝ้าติดตามข่าวสารจากโทรทัศน์อย่างใกล้ชิด และมีการประชุมแกนนำด้วยความเคร่งเครียด ทั้งนี้ แม้จะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ผู้ชุมนุมยังปักหลัก ฟังการปราศรัยต่อไป แต่มีบางส่วนหลบไปฟังการปราศรัยตามเต็นท์และร่มไม้
ต่อมาเวลา 16.10 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. กล่าวบนเวทีว่า ขณะนี้นายขวัญชัย อยู่ในจุดที่ปลอดภัยและยังไม่ถูกจับกุม อย่างที่เป็นข่าว จึงเป็นเพียงข่าวลือ และช่วงเย็นนายขวัญชัย จะมาบอกเล่าการเคลื่อนขบวนและการปะทะให้ฟัง ส่วนจุดปะทะที่อนุสรณ์สถานฯ ดอนเมือง ที่มีรายงานข่าวว่ามีคนเสื้อแดงบาดเจ็บ 10 คนและทหารถูกยิงที่ศีรษะ 1 นาย ข้อเท็จจริงคือทหารที่ถูกยิงเกิดขึ้นหลังการปะทะกับ คนเสื้อแดง โดยคนเสื้อแดงจับกุมทหารได้ แต่ มีทหารนอกเครื่องแบบขับรถจักรยานยนต์ฝ่าวงล้อมไป แต่ตำรวจไม่ทราบ คิดว่าเป็นพวกเสื้อแดงจึงยิงปืนเข้าใส่ เป็นคราวเคราะห์โดยที่คนเสื้อแดงไม่ได้เป็นฝ่ายกระทำ เชื่อว่าสถานการณ์วันนี้ยังไม่มีการสลายการชุมนุม แต่จะเล่นสงครามประสาท และคาดว่าจะเข้าสลายช่วงเช้าวันที่ 29 เม.ย.
-ป่วน-โยนประทัดยักษ์ ใส่แดง
เวลา 16.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานจากแยกศาลาแดงว่า ขณะที่ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงประมาณ 800 คนซึ่งปักหลักอยู่ที่แยกศาลาแดงอยู่นั้น ได้มีรถยนต์คันหนึ่งขับมาบนสะพานข้ามแยกศาลา แดง ก่อนจะโยนประทัดยักษ์ลงมาเพื่อหวังให้ตกใส่กลุ่มผู้ชุมนุมจำนวน 2 ลูก แต่ประทัดดังกล่าวตกนอกพื้นที่ชุมนุม ทำให้ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ จากนั้นรถยนต์คันดังกล่าวได้ขับหนีไป ทำให้ผู้ชุมนุมเพิ่มความเข้มในการรักษาความปลอดภัยโดยการ์ดนปช.ได้เตรียม หนังสติ๊กไว้ตอบโต้กรณีมีผู้ก่อกวนหรือสร้างสถานการณ์
ส่วนบริเวณ แยกสีลม ทางเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจประมาณ 500 นาย ได้มาดูแลความปลอดภัยตามจุดสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสถานีศาลาแดง แยกพัฒน์พงศ์และตามอาคาร สูงต่างๆ นอกจากนี้ทหารได้นำรถ 6 ล้อติดตั้งเครื่องขยายเสียงประกาศให้ประชาชนที่มาทำงานในพื้นที่ดังกล่าวรีบ เดินทางกลับบ้านพักเนื่องจากอาจมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
-เหยื่อ ปะทะถูกทั้งลูกยางลูกจริง
เวลา 16.10 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนเสื้อแดงที่อยู่ในเหตุปะทะที่อนุสรณ์สถานฯ ดอน เมืองบางส่วนได้เดินทางกลับมาที่หลังเวที พร้อมร่องรอยของบาดแผลและสภาพเปียกปอน บางคนโดนกระสุนยางที่บริเวณข้อศอก ซึ่งเจ้าหน้าที่พยาบาลได้แนะนำให้ไปทำแผลและรักษาความสะอาดให้ดี เพราะมีหลายคนเห็นว่าเป็นแผลเล็กน้อยไม่รักษา อาจทำให้ติดเชื้อเป็นหนอง มีบางคนโดนกระสุนจริงเจาะเข้าที่ขาขวา ซึ่งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช. และการ์ดนปช.ได้ประสานรถพยาบาลฉุกเฉินของป่อเต็กตึ๊งมารับชายที่ได้รับบาด เจ็บโดนยิงกระสุนฝังในที่ขาขวาส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ท่ามกลางการมุงดูจากผู้ชุมนุมจนเกือบมีการชุลมุน
จากนั้นเวลา 17.20 น. นายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำนปช. ที่มีข่าวถูกจับกุมระหว่างการนำคนเสื้อแดงเคลื่อนไปตลาดไท ได้เดินทางกลับมา ถึงเวทีปราศรัยสี่แยกราชประสงค์ พร้อมด้วยนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานนปช. และขึ้นเวทีปราศรัยกับนายณัฐวุฒิ เพื่อโชว์ตัวทันที
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า อยากถามนายอภิสิทธิ์ว่าเราแค่อยากไปตลาดไท เพื่อไปให้กำลังใจคนเสื้อแดงแต่ทำไมต้องเอาอาวุธมาไล่ตี ไล่ทุบราวกับคนเสื้อแดงไม่ใช่คนไทย จากเหตุดังกล่าวทำให้ตอนนี้มีประชาชนหลายพันคนที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเอา ยางรถยนต์มาปิดถนนที่รังสิต เพราะไม่พอใจที่ทหารใช้อาวุธกับประชาชน
-”ขวัญ ชัย”เผยนาทีรอดถูกจับ
ด้านนายขวัญชัย เล่าว่า ตนอยู่ในรถ 6 ล้อที่เป็นรถนำมวลชนไป แต่พอถึงบริเวณดังกล่าวได้รับแจ้งจากส.ส.ในสภาคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุงว่ามีทหารชุดเคลื่อนที่พร้อมปืนสไนเปอร์จะมาปราบ เลยเปลี่ยนเสื้อจากสีขาวลายดำมาเป็นสีดำ และลงมาเดินกับประชาชนข้างล่าง ทำให้ไม่ถูกจับกุมตัว เนื่องจากทหารได้รับรายงานว่าตนใส่เสื้อสีขาว ทั้งนี้ พอลงมา ตนได้ปลีกตัวออกมาโดยมีรถตู้ทะเบียนอุดรธานีไปรับ จากนั้นนั่งแท็กซี่กลับมาที่นี่
นายขวัญชัย กล่าวว่า ตนคิดว่ารอดมาได้ครั้งนี้ เพราะห้อยพระรอดที่มีคนหวังดีนำมาให้ก่อนมาร่วมชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ นอกจากนี้คิดว่ายังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในคอหลายองค์เช่น หลวงพ่อโต พระไพรีพินาศ และหินศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งคิดว่าดวงแข็งเลยรอดมาได้ ส่วนที่มีข่าวตนถูกจับกุมตัวนั้นไม่รู้ว่ามีข่าวออกมาได้อย่างไร ตนงงอยู่เหมือนกัน ดวงของคนเสื้อแดงแข็งกว่าดวงนายอภิสิทธิ์
นายวัญ ชัย กล่าวว่า วันนี้ตั้งใจไปให้กำลังใจพี่น้องที่ตลาดไท แต่ไม่คิดว่าจะโดนสกัด ทหารมีอาวุธปืนสไนเปอร์ อยู่ทั้งบนโทลล์เวย์และ ด้านล่าง ทราบว่าพี่น้องบางส่วนถูกยิงหลายคนด้วยอาวุธปืนลูกซอง ในชีวิตตนไม่เคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน ดังนั้น วันนี้อยากขอมติแกนนำนปช.ว่าในวันที่ 29 เม.ย.ขอให้เคลื่อนพลแบบนี้อีกไปที่เอ็นบีที ตนอยากไปเอ็นบีทีเหลือเกิน เพื่อกระชากผอ.สถานีมาถามว่าทำไมถึงด่า นปช.เช้า-เย็น
-อารักขา”มา ร์ค”โผล่ประชุมสภา
สำหรับความเคลื่อนไหวของนายอภิสิทธิ์นั้น เมื่อคืนวันที่ 27 เม.ย. นายอภิสิทธิ์ ได้พักค้างคืนที่บ้านพักรับรองใน ร.11 รอ. เมื่อเวลา 07.45 น. นายกฯเดินทางออกจากบ้านพักรับรองมายังกองบัญชาการ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการ ศอฉ. ซึ่งมีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผอ.ศอฉ. เป็นประธานการประชุม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ. พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผช.ผบ. ทบ. พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผช.ผบ. ทบ. พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสธ.ทบ. พล.ต.ท. สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. เข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาหารือ 1 ชั่วโมง จากนั้นเวลา 09.30 น. นายสุเทพ ได้เดินทางมายังอาคารรัฐสภาก่อน
ต่อมาเวลา 10.00 น. นายกฯ เดินทางมาที่อาคารรัฐสภา โดยมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เมื่อถึงสภา นายกฯปฏิเสธที่จะ ให้สัมภาษณ์ หลังเซ็นชื่อแล้วได้เข้าห้องประชุม ของคณะกรรมการเฉลิมพระเกียรติแห่งบรม ราชาภิเษกปีที่ 60 ซึ่งนายสุเทพ เป็นประธานการประชุมร่วมคณะกรรมการ โดยเข้าไปเพียงครู่หนึ่ง ก่อนที่นายกฯจะเข้าประชุมสภา ขณะที่บรรยากาศใน ร.11 รอ.ยังคงเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัย และซักซ้อมของเจ้าหน้าที่ทหารรับมือ หากมีม็อบเดินทางมากดดัน
-”เทือก”ย้ำสกัดคนไม่ให้ร่วมม็อบ
เวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา นายสุเทพ อ้างถึงประชาชนบางส่วนเห็นว่ารัฐบาลไม่ใช้กฎหมายให้เด็ดขาดว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน ในฐานะผอ.ศอฉ. ยืนยันจะบังคับใช้กฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ให้ได้ แต่วิธีปฏิบัติต้อง มีจังหวะเวลา เช่นกรณีที่มีการปิดถนน ศอฉ. ตัดสินเข้าสลายการชุมนุม พร้อมจับกุมผู้เกี่ยว ข้อง นอกจากนี้ตนยังเชิญตำรวจนครบาลและ จังหวัดใกล้เคียงมาประชุม เพื่อกำชับให้บังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดสำหรับคนที่ตั้งด่านเถื่อนตรวจค้นทั้ง ที่ไม่มีอำนาจ ส่วนการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ ก็ทำตามขั้นตอน โดยเริ่มสกัดกั้นไม่ให้เพิ่มจำนวนผู้ชุมนุมได้โดยง่าย มีการควบคุมตรวจตราอาวุธ และดูจังหวะว่าจะปฏิบัติการใดๆต่อไปอีก ส่วนการขอคืนพื้นที่ราชประสงค์ก่อนเปิดเทอม นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าไปขีดเส้น ตนจะพยายามแก้ปัญหาให้ดีที่สุด
![]() (1)จับเอ็ม 79 - ศอฉ.แถลงข่าวผลงานด่านทหารดอนเมืองร่วมกับตำรวจ สกัดจับกระสุนเอ็ม 79 ไว้ได้ 60 กว่าลูก ช่วงเกิดเหตุทหารปะทะกับคนเสื้อแดง แต่คนร้ายทิ้งของกลาง หนีรอดไปได้ เบื้องต้นพบบัตรประชาชนซุกอยู่ ชื่อจ.ส.ต.ปริญญา มณีโคตม์ ผบ.หมู่สภ.คูคต จ.ปทุมธานี กับนายไทยรัฐ ศรีสมัย (2)ส่ง กลับ - พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษกตร. รุดปลอบตร.ปราบจลาจลที่ถูกระดมมาจากนครศรีธรรมราช มาพักที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ หลังจากมีข่าวตร.กลุ่มนี้ร้องเรียนชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก ซึ่งพล.ต.ท.พงศพัศได้ปล่อยแถวกลับบ้านไป เนื่องจากทำงานเกินกำหนดกลับแล้ว เมื่อ 28 เม.ย. (3)บุกศาลากลาง – ม็อบเสื้อแดง เชียงใหม่กว่า 2,000 คน ปะทะกับตำรวจปราบจลาจล บุกเข้าไปในศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ได้สำเร็จ หลังเกิดเหตุม็อบปะทะกับทหารที่กรุงเทพฯ ก่อนจะยอมสลายตัวไป เมื่อช่วงหัวค่ำวันที่ 28 เม.ย. |
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ.ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมศอฉ.เน้นย้ำให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ให้แต่ส่วนดูแลการปฏิบัติในส่วนของตนเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
“หาก เกิดเหตุการณ์ขึ้นในพื้นที่ใด ผู้บังคับ หน่วยต้องประสานกับตำรวจ เข้าคลี่คลายสถาน การณ์ทันที หากกำลังไม่เพียงพอให้ร้องขอกำลังสนับสนุนจากกองทัพภาคที่ 1 โดยมีพล.ท. คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ และหากยังไม่เพียงพออีกให้ร้องขอ มายังศอฉ.เพื่อสนับสนุนกำลังเพิ่มเติม” พ.อ.สรร เสริญกล่าว
โฆษกศอฉ. กล่าวว่า การดูแลพื้นที่รอบแยกราชประสงค์ เจ้าหน้าที่ได้วางกำลังไว้เรียบร้อยแล้วทั้ง 6 ด่าน คือ แยกพญาไท แยกศาลาแดง แยกพงษ์พระราม-ถนนนราธิวาส แยกอังรี-ดูนังต์ และแยกอโศกมนตรี โดยมีมาตรการดูแลตรวจค้นอาวุธอย่างเข้มข้น
-ดีเอสไออ้างจับการ์ด นปช.อีก 1
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมการ์ดนปช.ได้ 1 คน แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าเกี่ยวข้องกับการลอบยิงพล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการพล.ร. 2 รอ.เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการขอคืนพื้นที่บริเวณแยกคอกวัวหรือไม่
นาย สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้ศอฉ.กังวลผลกระทบที่อาจเกิดจากผู้ชุมนุมท้าทายสถาน การณ์ เช่นการประกาศจัดชุมนุมคู่ขนาน เพราะเกรงผลกระทบเหมือนที่มีเอ็ม 79 ที่สีลม โดยศอฉ.หารือเรื่องนี้มา 2-3 วันแล้ว
เมื่อถามถึงนายสุเทพ ขอให้พรรคร่วมรัฐบาลระดมมวลชนออกมาแสดงพลังส่งเสริมประชา ธิปไตยในต่างจังหวัด เกรงจะเกิดการปะทะระหว่างมวลชนได้ง่ายขึ้นหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ไม่ใช่อย่างนั้น ในครม.นายกฯกับนาย สุเทพ พูดตรงกันว่างานทุกกระทรวงต้องทำกันไป และงานแก้ปัญหาประชาชนเป็นทางหนึ่งที่ช่วยลดเงื่อนไขความขัดแย้งที่กลุ่มผู้ ชุมนุมจะ ใช้ปลุกระดมได้ ดังนั้น ทุกกระทรวงมีหน้าที่ขับเคลื่อนมวลชน และงานนโยบายเพื่อชี้แจงความจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่จัดม็อบมาชนม็อบ
ผู้ สื่อข่าวถามถึงนายสุเทพ ให้กสทไปพิจารณาการทำสัญญากับบริษัทไทยคม จะนำไปสู่การทบทวนสัญญาหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่าไทยคมเป็นดาวเทียมประเทศไทย สัมปทานที่ไอซีทีมีกับบริษัทไทยคมที่อยู่ในเครือชินคอร์ป ปัญหาคือเมื่อรัฐบาลขอความร่วมมือไปหลายครั้ง ทางบริษัทไทยคมมีท่าทีที่ไม่ตอบสนองต่อทิศทางดูแลความมั่นคงของประเทศอย่าง เต็มที่ จึงขอให้กระทรวงไอซีที ในฐานะคู่สัญญาไปบังคับให้เป็นไปตามสัญญา
-จี้”โอ บามา”ปลดชนวนไทย
เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ตามเวลาสหรัฐอเมริกา หรือ 28 เม.ย. ตามเวลาประเทศไทย สำนักสื่อสารมวลชน องค์การนิรโทษกรรมสากล ประเทศสหรัฐอเมริกา (AIUSA) ออกแถลง การณ์เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งทาง การเมืองในไทย โดยนายที. กุมาร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนานาชาติของนิรโทษกรรมสากล สหรัฐ เรียกร้องให้ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผู้นำสหรัฐส่งคณะทูตพิเศษอาวุโสไปยังประเทศไทย เพื่อช่วยปลดชนวนคลี่คลายเหตุเผชิญหน้ากับระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง กับทหาร
“ไทยเป็นหนึ่งในชาติพันธมิตรที่แน่น แฟ้นของสหรัฐ และประธานาธิบดีโอบามาไม่สามารถทำตัวเป็นเพียงผู้เฝ้าดูสถานการณ์ที่ เปราะบางเช่นนี้ องค์การนิรโทษกรรมสากล สหรัฐ ขอเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโอบามา สร้างหลักประกันว่า กองทัพไทยจะไม่ใช้อาวุธและกระสุนต่างๆ ที่ซื้อจากสหรัฐ ในการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงที่ชุมนุมด้วยสันติ และขอเรียกร้องให้แกนนำฝ่ายต่อต้านรัฐบาลบอกผู้ชุมนุมประท้วงให้หลีกเลี่ยง ความรุนแรง
-”ปณิธาน”ขวางนิรโทษฯสากล
เวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิ ธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับกลุ่มนปช.ขณะที่เคลื่อนไปให้กำลัง ใจกับกลุ่มนปช.ที่จังหวัดปทุมธานีว่า เจ้าหน้าที่มีขั้นตอนปฏิบัติและแนวทางของรัฐบาลชัดเจนในการระงับยับยั้งแก้ ปัญหาการละเมิดกฎหมาย จับกุมแกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมที่ทำความผิดและมีหมายจับ นอก จากนี้ ยังชี้แจงทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุมให้ทราบว่าอะไรทำได้ ส่วนผวจ. หัวหน้าส่วนราชการและหัวหน้าตำรวจทั้งหมดได้เร่งรัดชี้แจงกับประชาชนว่า ชุมนุมได้โดยต้องไม่ทำผิดกฎหมาย แต่ถ้าส่วนใดส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและ อยู่ในคำสั่งหรือกรอบของศาล ทางศอฉ.ต้อง ดำเนินการ อย่างที่เห็นในวันนี้คือเข้าไปควบคุมการละเมิดกฎหมาย
ต่อข้อถามว่า นายกฯทราบถึงองค์กรนิรโทษกรรมสากลของสหรัฐ เตรียมเสนอต่อประธานา ธิบดีสหรัฐ ให้ส่งทูตพิเศษเข้าไกล่เกลี่ยเหตุการณ์ในไทย นายปณิธาน กล่าวว่า รัฐบาลไทยเข้าใจดีในความกังว ลของนานาชาติเรื่องสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ที่ผ่านมาเรามอบหมายให้สถานทูตชี้แจงทำความเข้าใจถึงสาเหตุโดยเฉพาะเรื่อง การเมืองที่เป็นปัญหาภายในของไทย รัฐบาลได้ยืนยันกับนานาชาติว่าเป็นเรื่องที่คนไทยต้องหาแนวทาง แก้ปัญหาทางการเมือง ขณะเดียวกัน รัฐบาลดำเนินการคู่ขนานในการระงับยับยั้ง ปราบปรามการทำผิดกฎหมาย ซึ่งนายกฯได้ชี้แจงกับนานาชาติผ่านสื่อต่างประเทศแล้วว่าการทำผิดกฎหมายเป็น กระบวนการที่ซับซ้อน มีกลุ่มคนติดอาวุธ เข้าข่ายการก่อการร้าย ซึ่งนานาชาติรับทราบมากขึ้น ขณะนี้กำลังพิจารณาชี้แจงอย่างต่อเนื่องต่อไป วันนี้ชัดเจนว่ามันมีกระบวนการอื่นแอบแฝงอยู่ด้วย ซึ่งศอฉ.ต้องสร้างความชัดเจนให้ปรากฏในสายตาประชาคมโลก
-ผอ.รพ.จุฬาฯ ฉะมาร์คโยงมั่ว
วันเดียวกัน ศ.น.พ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ระบุจุดที่ยิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่กลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่บริเวณถนนสีลมมาจาก ร.พ.จุฬาลงกรณ์ว่า ในฐานะผู้บริหาร ร.พ. จุฬาฯ ยืนยันว่าไม่มีผู้บริหาร คนไหน อนุญาตให้ใคร หรือคนกลุ่มไหน ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือ ผู้ชุมนุม เข้ามาทำอะไรไม่ดี รวมทั้งไม่ได้รับการกดดันจากฝ่ายไหน ส่วนเรื่องการคาดประเมินวิถีกระสุน จากภาพเคลื่อนไหวนั้น ก็ยังเป็นเพียงการคาดการณ์ โดยมีเจ้าหน้าที่จาก สพฉ. เดินทางมาตรวจสอบบริเวณที่มีข้อสงสัยแล้วทั้งหมด แต่ก็ไม่พบว่ามีสิ่งผิดปกติ และ ไม่สามารถระบุได้ว่ามีหลักฐานว่ามีการยิง ระเบิดจริง
“หากยัง ไม่มีหลักฐานอะไรก็ไม่อยากให้ใส่ร้ายกัน เพราะเท่าที่เป็นอยู่บุคลากรทุกคนก็เสียขวัญอย่างมากแล้ว ยืนยันว่าทางโรงพยาบาลพยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในการดูแลรักษาผู้ป่วยทุกคนตามหลักกาชาดสากล ถ้าไม่อย่าง นั้นคงปิดโรงพยาบาลและไม่รักษาใครแล้ว แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะทราบดีว่าทุกฝ่ายจะเดือดร้อน ซึ่งผมได้เดินตรวจเยี่ยมคนไข้ ก็ยังพบว่ามี ผู้ป่วยมาเข้ารับการรักษาเป็นจำนวนมากเหมือนเดิม แต่โรงพยาบาลจะพยายามให้ ผู้ป่วยมาน้อยลง เพื่อความปลอดภัย” ศ.น.พ. อดิศร กล่าว
ศ.น.พ.อดิศร กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งการว่าจะงดรับผู้ป่วยใหม่ทุกรายที่ไม่ได้เจ็บป่วยฉุกเฉินเป็น อันตราย งดการผ่าตัดหากไม่ใช่กรณีเร่งด่วนมีอันตรายถึงชีวิต และให้ผู้ป่วยใน ที่มีอาการดีขึ้นทยอยกลับบ้าน ในส่วนของผู้ป่วยใน ได้สั่งให้เคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากอาคารที่อยู่ใกล้กับพื้นที่การชุมนุม คือ ตึกสก. และ ตึกภปร. ซึ่งมีทั้งห้องไอซียูห้องผ่าตัด ผู้ป่วยโรคหัวใจ สมอง และผู้ป่วยเด็ก ซึ่งเป็นมาตรการเพื่อดูแลความปลอดภัยผู้ป่วย ในกรณีที่อาจเกิดเหตุใดๆ ขึ้น เนื่องจากอาคารดังกล่าวเป็นตึกสูง หากเกิดเหตุใดก็ตาม อาจมีความลำบากในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย ส่วนคลินิกพิเศษช่วงเย็นได้สั่งยกเลิกทั้งหมดถึงวันที่ 2 พ.ค.
-พท.นำ เหยื่อ 10 เม.ย.แฉทหาร
เวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้นำตัวแทนคนเสื้อแดงที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุสลายการชุมนุมวันที่ 10 เม.ย. จำนวน 3 ราย คือ นายบดินทร์ วัชโรบล นายพุทธา จันทร์สมบูรณ์ และนายวิเชียร เสริมผล มาแถลงข่าวว่า กรรมา ธิการได้พิจารณาผลกระทบจากการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงโดยเชิญนายกฯ รองนายกฯ ผบ.ตร. ผบ.ทบ. โฆษกศอฉ. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แกนนำนปช.และผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บมาให้ข้อมูล แต่มีเพียงตัวแทนของผบช.น. กรรมการสิทธิมนุษยชนฯและผู้ที่ได้รับบาดเจ็บมาชี้แจงเท่านั้น ซึ่งกรรมาธิการจะทำหนังสือเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงอีกครั้งในสัปดาห์หน้า เพื่อขอทราบความชัดเจนว่าการสลายชุมนุมได้ทำตามมาตรฐานสากลจากเบาไปหาหนัก หรือไม่ และมีมติตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาติดตามสอบสวนแล้ว
-เผย เหตุการณ์วันลุยสลาย
นายบดินทร์ วัชโรบล ช่างภาพอิสระ สมาคมผู้บริโภคสื่อสีขาว หนึ่งในผู้ได้รับบาดเจ็บ เปิดเผยว่า ช่วงชุลมุนจบสิ้น ตนพยายามจะเข้าไปบันทึกภาพผลการปะทะ ระหว่างทางพบทหารถูกยิงได้รับบาดเจ็บบริเวณขาไม่สามารถเดินได้ ตนและเพื่อนเป็นพยาบาลรวม 3 คนพยายามช่วยเหลือทหารคนดังกล่าว โดยตนหันหลังให้กลุ่มผู้ชุมนุม ปรากฎว่าระหว่างนั้นถูกยิงเข้าที่ช่องท้อง ขณะนี้กระสุนยังฝังในอยู่ ทำให้รู้สึกว่าคำว่าขอคืนพื้นที่กับคำว่าสลายการชุมนุม ในความหมายของทหารเป็นคำเดียวกัน
นายพุทธา จันทร์สมบูรณ์ ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่มีแผลยาวบริเวณศีรษะ กล่าวว่า เวลา 17.00 น. ตนและเพื่อนอีกกลุ่มหนึ่งรวมตัวอยู่แยกวิสุทธิ์กษัตริย์ เพื่อยันกับกำลังทหารที่จะเข้ามาเสริม ช่วงแรกผู้นำทหารเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมว่าจะถอยออกไป จึงทำให้คนเสื้อแดงเปิดทางให้ แต่กลับเดินหน้ารถยีเอ็มซีเข้ามายังฝั่งวัดตรีทศเทพ ทำให้ผู้ชุมนุมด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย จากนั้นเกิดการปะทะกันทันที โดยตนถูกกระสุนยางยิงเข้าใส่หลายนัด โดนท้ายปืนฟาดที่ศีรษะต้องเจ็บถึง 7 เข็ม ถูกรุมตี รุมกระทืบจนตัวชา และล็อกตัวอยู่ในวัดตรีทศเทพเกือบ 4 ชั่วโมง ระหว่างนั้น ได้ยินทหารที่อยู่บริเวณดังกล่าวขู่ว่า “คอยดูนะ พวกมึงจะตายเป็นเบือ” แต่สักพักได้ยินเสียงระเบิดตามมา 2 ครั้ง เห็นภาพทหารได้รับบาดเจ็บ โดยทหารคนเดิมพูดใส่ตนว่า “ดีที่มีระเบิด 2 ลูก ไม่งั้นพวกมึงตายเป็นเบือแน่”
นายพุทธา กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตนเห็นภาพการแถลงข่าวของรัฐบาลที่ระบุได้ดำเนินการ 7 ขั้นตอนตามหลักการสลายม็อบ แต่ความจริงไม่มีแม้แต่น้ำหรือแก๊สน้ำตา แต่เล็งกระสุนยางใส่กันเลย สิ่งเหล่านี้สังคมไม่เคยรับรู้ข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณทหารนายหนึ่งที่นำตนออกมาจากวัดไปส่งโรงพยาบาลโดยเอาตัวบังหัวตน ไว้
-”ชินวรณ์”เล็งยื่นศาลไล่ม็อบ
เวลา 08.45 น. ที่รัฐสภา นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า วันที่ 30 เม.ย. จะเรียกประชุมผู้บริหารสถานศึกษา มหา วิทยาลัย ตัวแทนผู้ปกครอง และตัวแทนนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณสี่ แยกราชประสงค์ เพื่อหารือถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยในช่วงเปิดเทอมของนักเรียนที่อยู่ใน พื้นที่ชุมนุม โดยจะขอความร่วมมือฝ่ายความมั่นคงให้จัดเส้นทางให้นักเรียนเข้าไปเรียนได้ อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งแจ้งแกนนำเสื้อแดงยุติการชุมนุม เพราะเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้อื่น ยืนยันว่าไม่มีการเลื่อนการเปิดภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ส่วนการฟ้องศาลแพ่งเพื่อขออำนาจบังคับให้กลุ่มเสื้อแดงออกจากพื้นที่ราช ประสงค์นั้น ต้องรอหารือในวันที่ 30 เม.ย. หากสถานศึกษาเห็นว่าต้องใช้สิทธิตามกฎหมายก็จะดำเนินการ เพราะขณะนี้มีมหา วิทยาลัย โรงเรียน และสถาบันกวดวิชา 30 แห่ง ในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม
-”มาร์ค”โผล่งานศพม็อบสีลม
เวลา 14.30 น. หลังจากนายอภิสิทธิ์ให้การต้อนรับประธานาธิบดีติมอร์-เลสเต ที่ทำเนียบรัฐบาลเสร็จสิ้นได้เดินทางกลับมายังรัฐสภา จากนั้นเวลา 16.45 น. นายกฯ เดินทางไปยังวัดลุ่มเจริญศรัทธา ถนนจันทน์ 42 เพื่อเป็นประธานในงานฌาปนกิจศพ น.ส.ธันยนันท์ แถบทอง ผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะ ที่แยกศาลาแดง เมื่อวันที่ 22 เม.ย. มีนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายอิสสระ สมชัย รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. ร่วมงาน โดยในพิธีดังกล่าว รมว.การพัฒนาสังคมฯได้มอบเงินช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิต จำนวน 4 แสนบาท
จากนั้น นายกฯเดินทางกลับเข้ามายังร.11 รอ. ซึ่งเป็นที่ตั้งของศอฉ. ระหว่างเดินทางกลับ ฝนตกลงมาตลอดทางทำให้ขบวนรถของนายกฯเสียเวลาอยู่บนทางด่วนกว่า 1 ชั่วโมง โดยมาถึงเมื่อเวลา 18.40 น. ตลอดทั้งวัน นายกฯยังไม่ยอมให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด
-ณัฐวุฒิย้ำทหารก่อเหตุรุนแรง
เวลา 18.10 น. ที่หลังเวทีแยกราชประสงค์ นายณัฐวุฒิแถลงว่า วันนี้นปช.มอบให้นายขวัญชัย นำคนเสื้อแดงไปที่ตลาดไท เพื่อให้กำลังใจและเตรียมซีดีไปแจกโดยสงบสันติ เนื่องจากที่ผ่านมาถูกปิดกั้นทางสื่อ แต่เกิดความรุนแรงระหว่างทางหลายจุดทั้งถนนวิภาวดีรังสิต ดอน เมือง อนุสรณ์สถาน ทหารติดอาวุธนำกำลังออกมาเปิดฉากยิงใส่ประชาชน ยิงแก๊สน้ำตา กระสุนยาง กระสุนจริง เราไม่พบเห็นการปฏิบัติตามหลักสากล เจรจา ฉีดน้ำหรือใช้ไม้กระบอง ตามที่ทำความเข้าใจ และสถานการณ์ที่ปรากฏมิได้สุ่มเสี่ยงใดๆ เลย
“ปัญหาคือทหารใช้อาวุธ แต่คนเสื้อแดงไม่มีอาวุธ เมื่อใช้กำลังและความรุนแรง ประชาชนหาทางตอบโต้ เวลานี้มีคนเสื้อแดงบาดเจ็บหลายสิบราย เรากำลังตรวจสอบให้แน่ชัด มีคนแจ้งเราว่าน่าจะมีคนตาย แต่ยังไม่สามารถสรุปได้ ขอเวลาตรวจสอบก่อน” นายณัฐวุฒิกล่าว
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ไม่ทราบว่าทหารบาดเจ็บกี่รายแต่ทราบว่ามีถูกยิงที่ศีรษะตาย 1 ราย และบีบีซีรายงานตรงกับทีเอ็นเอ็นว่า ทหารที่เสียชีวิตยิงกันเอง ตนขอแสดงความเสียใจกับทหารกล้าที่บาดเจ็บและล้มตายด้วย แต่คนเสื้อแดงยังต้องการความจริงว่าเกิดอะไรขึ้น เวลานี้คนเสื้อแดงไม่มีสิทธิ์เคลื่อนไหวเลยใช่หรือไม่ รัฐบาลพูดมาให้ชัดว่าเคลื่อนแล้วจะถูกยิงจากทหารใช่หรือไม่ ทหารที่ถูกยิงเสียชีวิต หมายความว่ากำลังยิงประชาชนอยู่ใช่หรือไม่ เรื่องนี้กองทัพและรัฐบาลต้องมีคำอธิบาย ถามว่านายอภิสิทธิ์จะหยุดสั่งให้ทหารฆ่าประชาชน จะให้ต้องตายอีกกี่ศพถึงจะยุบสภา เวลานี้ไม่ใช่สงครามประชาชนแล้ว แต่สุ่มเสี่ยงจะเป็นสงคราม กลางเมือง
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ นายอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม วันที่ 29 เม.ย. จะมีตัวแทนออกไปสื่อสารกับองค์กรนานาชาติอีก โดยจะไปสหภาพยุโรป (อียู) ในเวลา 11.00 น. เพื่อให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้เข่นฆ่าประชาชนผู้ชุมนุมอย่างสันติ
-อัด มาร์คเลือกข้าง-เมิน 21 ศพ
ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า วันนี้นายอภิสิทธิ์ ปฏิบัติกับคนในชาติแตกต่างกันสิ้นเชิง ขณะที่สั่งไล่ฆ่าบริเวณอนุสรณ์สถาน แต่เดินทางไปเป็นประธานงานศพที่ถูกยิงที่สีลม แต่ 21 ศพก่อนหน้านี้แม้แต่คำขอโทษก็ไม่ออกมา วันนี้ประชาชนทนไม่ได้ ลุกขึ้นมาต่อสู้ ทั้งที่ไม่เคยสังกัดสีใด ท้ายที่สุดทหารต้องกลับราบ 11 เมื่อเจอของจริง สภาพแบบนี้จะเกิดทั่วประเทศ วันนี้โชคดีเรามีสื่อไทยและต่างประเทศรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งซีเอ็นเอ็นระบุชัดเจนศพทหารเป็นการยิงกันเอง ฉะนั้น 10 กว่าชีวิตที่บาดเจ็บ เราติดตามสถานการณ์อยู่ หลักฐานกำลังย้อนไปที่รัฐบาล
นาย จตุพรกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์และนาย สุเทพ ต้องไม่หลบหน้า พล.อ.ชวลิต จะไปพบที่ราบ 11 วันที่ 30 เม.ย.นี้ “เราจะตั้งหลักอยู่ที่นี่ เห็นชัดว่าวันนี้ทัพใหญ่ถูกวิชามาร เอารถมาปิดและล้อมปราบ มีการชิงตัวประกัน แต่ดีที่ซีเอ็นเอ็นบันทึกภาพไว้ได้ว่าทหารยิงกันเอง ขอร้องว่าอย่าทำลายกล้องวงจรปิดที่บันทึกสถานการณ์ได้ เหตุการณ์ไม่มีไอ้โม่ง มีแต่คนจะสร้างสถาน การณ์โยนความผิดให้ประชาชนกว่า 16 ชีวิตที่ถูกยิงบาดเจ็บ และ 1 ชีวิตของทหาร มาจากพวกกันเอง”
น.พ.เหวง โตจิราการ กล่าวว่า นายกฯให้สัมภาษณ์บีบีซีว่าถ้าตัวเองเป็นอุปสรรคเสถียร ภาพประเทศก็พร้อมรับผิดชอบ ตนอยากดูน้ำหน้าจะรักษาสัจวาจาหรือไม่ เพราะนายอภิสิทธิ์ ทำให้ประเทศชาติยับเยิน ทั้งที่เราพิสูจน์แล้วการเคลื่อนไหวของเราสงบสันติ
-จับพลทหารอ้าง ถูกสั่งยิงแกนนำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร.อ.สำราญ วาสนาบุญมี รองหัวหน้าการ์ด นปช.ได้นำตัว พลทหารภัทรกร เนคมานุจักษ์ พลทหารปลดประจำการสังกัดมลฑลทหารบกที่ 14 จ.ชลบุรี ซึ่งอ้างว่าแฝงตัวมาเพื่อยิงแกนนำ โดยพบบัตรประจำตัวทหารและไพ่แจ๊กโพแดงเจาะรู 4 รู อ้างว่าเป็นแผนที่บริเวณชุมนุมและไม้ง่าม เพื่อชี้เป้าให้คนซุ่มยิงได้ยิงตามที่พลทหารคนนี้ชี้ ทั้งนี้ ร.อ.สำราญ บอกว่ามีทหารแฝงตัวมาทั้งหมด 14 นาย จะมาปลิดชีพ ยิงแกนนำทั้งบนเวทีและล่างเวที ส่วนพลทหารภัทรกร ได้ยอมรับต่อหน้าสื่อว่าถูกสั่งมาให้สังหารแกนนำนปช.จริง แต่เมื่อแกนนำให้เปิดเผยแผนการทั้งหมด พลทหารภัทรกร กลับพูดจาวกไปวนมา อาการคล้ายคนบ้า จนนายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยความไม่พอใจ เนื่องจากตอนแรกที่ให้การกับการ์ดนปช.พูดรู้เรื่อง แต่เมื่อให้การกับสื่อ กลับพูดวกวน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อการ์ดนปช.นำพลทหารภัทรกร ออกจากจุดแถลงข่าว ได้ถูกการ์ดนปช.และผู้ชุมนุมรุมทำร้ายอยู่ด้านหลังเวที
นายอริ สมันต์ พงศ์เรืองรอง กล่าวว่า มีคนเสื้อแดงถูกยิงด้วยกระสุนจริงที่ศีรษะโหนกแก้ม รักษาตัวอยู่ที่ร.พ.วิภาวดี ตอนนี้แพทย์ตกแต่งบาดแผล ให้พักห้องไอซียู 1 คืน โดยถูกยิงบนโทลล์เวย์ ดังนั้น จะบอกว่าไม่ได้ถูกยิงไม่ได้
-ตร.-ทหาร ถอนกำลัง-นชป.ถอย
เวลา 17.00 น. ตำรวจที่อยู่บริเวณสถานีบริการน้ำมันปตท. ใกล้อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ได้ถอนกำลังออกไปประจำจุดสกัดอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารได้ถอนกำลังกลับหมดแล้ว หลังตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีคนเสื้อแดงเหลืออยู่ในบริเวณใกล้เคียง
เมื่อ เวลา 20.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมนปช.ยอม เปิดถนนวิภาวดีรังสิตทั้งขาเข้าและขาออก และเปิดเส้นทางบริเวณทางขึ้นสะพานเจ็ดชั่วโคตร หลังจากกลุ่มนปช.ประมาณ 100 คน นํารถบรรทุก 18 ล้อ จํานวน 2 คัน มาปิดขวางกั้นถนนบริเวณเชิงสะพานดังกล่าวนานกว่า 4 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารบุกเข้ามาสลายการชุมนุมตรงที่กลุ่มนปช.ปักหลักอยู่บน ถนนวิภาวดีรังสิต จนทําให้การจราจรติดขึ้นอย่างหนัก
เมื่อเวลา 19.50 น. เจ้าหน้าที่ทหารได้นำศพ พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สังกัด ร.9 พัน.2 กาญจน บุรี ที่ถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุที่บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ดอนเมือง ไปไว้ที่ร.พ.พระมงกุฎเกล้าแล้ว เบื้องต้นพบว่า มีบาดแผลที่ศีรษะ ถูกยิงที่ขมับซ้าย ซึ่งวันที่ 29 เม.ย. จะมีการชันสูตรศพอย่างเป็นทางการ ขณะนี้ต้นสังกัดได้แจ้งกับญาติให้ทราบถึงการเสียชีวิตแล้ว
-”ตุลย์”ยัง เชียร์ทหารลุยแดง
เวลา 16.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานการชุมนุมของกลุ่มประชาชนพิทักษ์ชาติ หรือกลุ่มคนเสื้อหลากสี และกลุ่มเฟซบุ๊กต้านการยุบสภา ที่นัดรวมตัวที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิติดต่อกันเป็นวันที่ 15 ท่ามกลางการอารักขาของตำรวจ 200 นาย แต่วันเดียวกันนี้มีผู้ชุมนุมบางตากว่าทุกวัน เนื่อง จากฝนตกลงมาอย่างหนัก ส่วนกิจกรรมบนเวทีรถ 6 ล้อยังมีแกนนำขึ้นปราศรัย มีเนื้อหาโจมตีแกนนำคนเสื้อแดงและพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตลอดจนให้กำลังใจการทำงานของรัฐบาล สลับกับการร้องเพลงปลุกใจเหมือนทุกวัน
เวลา 17.10 น. ขณะที่แกนนำตัวแทนนักศึกษาปราศรัยอยู่นั้น น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำ ที่เดินทางมาถึง ได้ตัดบทกล่าวปราศรัยหน้าเวทีทันที โดยไม่ขึ้นเวทีอย่างเช่นทุกวันว่า วันนี้การต่อสู้กลุ่มคนเสื้อแดงได้เผยธาตุแท้แสดงตนออกมาแล้วว่า ไม่ใช่ผู้ชุมนุมอย่างปกติ แต่เป็นผู้ก่อการร้าย กลุ่มคนเสื้อหลากสีขอสนับ สนุนให้เจ้าหน้าที่ทหารใช้กำลังเข้าปราบปราม เพื่อนำความสงบสุขกลับคืนสู่ประเทศชาติ
จากนั้นเวลา 17.20 น. น.พ.ตุลย์ ได้นำผู้ชุมนุมร้องเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงสดุดีมหาราชา จากนั้นได้ประกาศยุติการชุมนุม และขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมสลายตัวกลับบ้านโดยทันที ส่วนจะรวมตัวชุมนุมเมื่อไหร่นั้น ขอให้ติดตามข่าวสารทางเฟซบุ๊ก
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า หลังปราศรัยเสร็จ น.พ. ตุลย์ได้เดินทางกลับทันที โดยให้สัมภาษณ์ ว่า การหยุดเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อหลาก สีนั้น ตนใช้ดุลพินิจตัดสินเอง ยืนยันว่าเป้าหมายของกลุ่มคนเสื้อหลากสียังคงเหมือนเดิม คือจะต่อสู้จนกว่าบ้านเมืองจะกลับสู่ความสงบสุขดังเดิม
-ศอฉ.รับทหาร ตาย 1-จับ 14 แดง
เวลา 21.00 น. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ. แถลงว่าเมื่อเวลา 12.00 น. ทหารตำรวจได้สนธิกำลังเข้าคลี่คลายสถานการณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งประสงค์จะเดินทางไปพื้นที่ตลาดไท เจ้าหน้าที่ได้ตั้งด่านสกัดที่อนุสรณ์สถานแห่งชาติ ดอนเมือง
พล.ต.ท. วรพงษ์ ชิวปรีชา ผช.ผบ.ตร. กล่าวว่า ผู้ชุมนุม 2 จุด ที่ตลาดไทและอนุสรณ์สถานแห่งชาติ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องควบคุมสถาน การณ์ เพราะมีการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ไม่สามารถชุมนุมได้ มีกำลังตำรวจ ทหารบกและทหารอากาศ ขั้นตอนควบคุมสถานการณ์เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการตามขั้นตอน จากเบาไปหาหนัก แต่จากประสบการณ์มีอาวุธสงคราม ร้ายแรงยิงมาจากผู้ชุมนุม ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องป้องกันตัวเอง ผลการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติด้วยความยากลำบากเนื่องจากตรงกลางมีประชา ชนใช้รถใช้ถนนอยู่ และผู้ชุมนุมไม่ได้ใส่เสื้อ สีแดงอย่างเดียว ทำให้การแยกแยะยากลำบาก แต่เจ้าหน้าที่พยายามใช้ความระวังอย่างที่สุด ทั้งนี้ มีการหนังสติ๊กยิงเข้ามา ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตามขั้นตอน
พล.ต.ท. วรพงษ์ กล่าวว่า ผลครั้งนี้ต้องน่าเสียใจเกิดการสูญเสียขึ้น ทหารเสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 2 ราย ผู้ชุมนุมบาดเจ็บ 17 ราย และผลการปฏิบัติเราพยายามแยกแยะผู้กระทำผิด จับกุมแกนนำได้ 14 ราย ใน 2 จุด ตลาดไท 7 ราย อนุสรณ์สถานฯ 7 ราย ยึดรถจักรยานยนต์ 1 คัน และเรายึดอาวุธสงครามคือกระสุนเอ็ม 79 และส่วนประกอบเครื่องยิงเป็นตะกรับของรุ่นเอ็ม 203 ใช้ยิงกระสุนขนาด 40 ม.ม. ซึ่งเป็นด่านของกองทัพอากาศร่วมกับตำรวจจราจร
-เผยตรวจจับเอ็ม 79 ได้ 62 นัด
พล.อ.ต.อานนท์ จารยพันธุ์ ผู้บังคับทหารอากาศดอนเมือง (ผบ.ดม.) กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จับยึดกระสุนเอ็ม 79 ได้ เวลา 16.17 น. ศูนย์บัญชาการ พัน สห.ทอ. ได้รับแจ้งว่าพบ ผู้ต้องสงสัยขับขี่รถจักรยานยนต์มีลักษณะเข้าร่วมผู้ชุมนุมที่อนุสรณ์สถานฯ ตรงจุดที่เกิดเหตุอยู่หน้าฐานทัพอากาศดอนเมือง ฝั่งวิภาวดีขาเข้า เป็นเส้นทางคู่ขนาน ทอ.ได้รับมอบหมาย 2 กองร้อยร่วมกับสห.ปฏิบัติหน้าที่ทางด่วนโทลล์เวย์ ป้องกันไม่ให้ผู้ก่อความไม่สงบใช้หรือยิงอาวุธ ลงมาพื้นที่ด้านล่างและมีจุดตรวจสกัด ซึ่งจักรยานยนต์ดังกล่าวพยายามขี่ฝ่าด่าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทหารอากาศตรวจค้นอยู่ ผู้ต้องสงสัยได้หลบหนี เจ้าหน้าที่จึงวิ่งตามเข้าไปด้านถนนย่อยด้านข้างมีตึกแถว หลบหนีไปหมู่บ้านบัณฑิตโฮม เป็นซอยตัน ผู้ต้องสงสัยทิ้งถุงสีดำเอาไว้ ทิ้งรถจักรยานยนต์ ปีนหนีเข้าป่าหญ้า ทางสห. เห็นวัตถุต้องสงสัยจึงคาดการณ์ว่าเป็นวัตถุอันตราย จึงแจ้งเจ้าหน้าที่สรรพาวุธทหารอากาศตรวจสอบ ใช้ปืนแรงดันน้ำความดันสูงยิงที่กล่อง ตรวจสอบภายในถุงพบกระสุนเอ็ม 79 จำนวน 62 นัด รุ่นเจาะเกราะหรือเอ็ม 43 HEDP จำนวน 42 นัด รุ่นหัวแตกหรือเอ็ม 406 HE จำนวน 20 นัด ถุงดังกล่าวมีเอกสาร และบัตรประชาชนตกอยู่ในที่เกิดเหตุด้วย
พล.อ.ต.อานนท์ กล่าวว่า กระสุนเอ็ม 79 จำนวน 62 นัด จะเห็นว่าบรรจุใส่กล่องไปรษณีย์ มีกระสอบปุ๋ยสีขาวหุ้มอีกชั้นหนึ่งและมีถุงดำใส่อีกชั้น จนท.ทอ.ร่วมกับตำรวจในจุดตรวจดังกล่าวดำเนินการและยึดของกลางมาได้
-”ไก่ อู”เตือนต่อไปให้ชาวบ้านหลบ
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ทหารบก ทหารอากาศ ตำรวจ สนธิกำลังกัน จุดที่อันตรายอย่างยิ่งคือตรวจพบวัตถุระเบิดร้ายแรง เป็นความผิดตามกฎหมาย ขณะนี้ได้มีมติให้คดีที่เกี่ยวกับการก่อการร้ายเป็นคดีพิเศษ การสะสมอาวุธร้ายแรงขณะนี้มีการ เตรียมไปใช้ที่เกิดเหตุ มีความผิดฐานก่อการร้าย ดีเอสไอจะร่วมกับอัยการสูงสุด และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สอบสวนเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งน่ากังวลเรื่องความร้ายแรงของอาวุธ ดีเอสไอจะคลี่คลายความจริงให้ปรากฏเพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษต่อไป
พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เวลา 17.15 น. ทหาร ตำรวจยุติการปฏิบัติเพราะเกรงจะสุ่มเสี่ยงผู้ บริสุทธิ์ ทางศอฉ.ขอชี้แจงว่าในโอกาสต่อไปเพื่อให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ ขณะที่ใช้รถใช้ถนนอยู่ หากมีขบวนผู้ชุมนุมเคลื่อนมา ขอให้หลบออกจากพื้นที่ เปลี่ยนเส้นทางหรือเพิ่มความ เร็วแซงกลุ่มผู้ชุมนุมออกไป หรือลดความเร็ว เพื่อประโยชน์ต่อตัวเองและเพื่อความปลอดภัย หรือหากอยู่ในพื้นที่ที่ปฏิบัติภารกิจ ขอให้ล็อกรถและอยู่ในรถ อย่าออกมา เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติของตำรวจ ยืนยันว่าการกระทำของกลุ่มใดโดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่เกิดขึ้น ต่อบ้านเมือง ศอฉ.จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด หากตำรวจทหารทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ ทางศอฉ. ขออภัยด้วย
-ขู่ปราบ อีกถ้าม็อบบุกเอ็นบีที
เวลา 19.00 น. ที่ร.11 รอ. นายอภิสิทธิ์เป็นประธานการประชุมศอฉ.ในรอบค่ำ โดยมีนายสุเทพ ผบ.เหล่าทัพ ผบ.ตำรวจ อธิบดีกรมสอบ สวนคดีพิเศษ ผอ.สำนักข่าวกรองแห่งชาติ พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผช.ผบ.ตร. พล.ต.ท. สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. เข้าร่วมประชุม
พ.อ.สรรเสริญ เปิดเผยภายหลังแถลงข่าวว่า หากกลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางไปปิดล้อมที่เอ็นบีที ทางศอฉ.จะปฏิบัติอย่างเฉียบขาดเช่นกัน ทั้งนี้ นายกฯพูดในที่ประชุมว่า ขอให้กำลังใจทหารและตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่ และขอแสดงความเสียใจกับทหารที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บด้วย ส่วนนายสุเทพกล่าวในที่ประชุมว่าตลอดเวลาที่เกิดเหตุ ตนเป็นห่วงและกังวลถึงการปฏิบัติหน้าที่ของทหารและตำรวจ ส่วนพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.มีอาการเครียดอย่างเห็นได้ชัด เพราะเจ้าหน้าที่ทหารได้เสียชีวิต ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ออกไปปฏิบัติหน้าที่แล้ว เสียชีวิต
เมื่อถามว่าอาวุธที่ยึดได้มีใช้ในกองทัพหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า ไม่ใช่อาวุธในการครอบครองของกองทัพ แต่การเอาอาวุธนั้น เป็นไปได้ที่อาจนำเข้ามาจากชายแดน ซึ่งต้องตรวจสอบอีกครั้ง เมื่อถามว่าการปฏิบัติภารกิจได้มีการใช้อาวุธจริงกับกลุ่มผู้ชุมนุมหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า ทหาร ตำรวจก็มีเลือดเนื้อ ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่ากลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธสงคราม และวันนี้มีการยิงกระสุนจริง เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจไม่สามารถปล่อยให้ผู้ชุมนุมเข้าใกล้ แถวตำรวจเกินกว่า 30-40 หลา ส่วนสาเหตุที่ทำให้ทหารเสียชีวิต 1 นาย ต้องตรวจสอบก่อนเพราะพื้นที่มีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งสภาพอากาศ ฝนตกหนัก ต้องมีการตรวจสอบก่อน ยังตอบไม่ได้
-แบ่งรับแบ่งสู้พบบัตรตำรวจ
เมื่อ ถามว่าจากที่เรายึดอาวุธสงครามได้ ถึงเวลาหรือยังที่จะเข้าไปตรวจสอบอาวุธในพื้นที่ชุมนุม พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่าเราพร้อมตรวจสอบตลอด แต่ต้องถามแกนนำว่าเขาพร้อมให้เราตรวจสอบหรือไม่ เขาเคยบอกว่าพร้อม แต่พอเอาเข้าจริงๆก็ไม่ให้เข้าไปตรวจค้น ถึงแม้เราจะประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ถ้าเขาไม่อนุญาตก็เข้าไปตรวจค้นไม่ได้ ถ้าทำนั้นหมายถึงว่าต้องสลายการชุมนุม ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ก็ได้ประสานงานไปกับแกนนำตลอดว่าอยากขอเข้าไปตรวจค้น
พล.ต.ท. วรพงษ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพบหลักฐานโดยเฉพาะการพบบัตรเจ้าหน้าที่ตำรวจและ โทรศัพท์มือถือว่า ขอให้เจ้าหน้าที่กลับไปทำงานสักระยะหนึ่งก่อน และตนยังไม่ได้บอกว่าพบบัตรประจำตัวและโทรศัพท์มือถืออย่างที่ถาม แต่เรามีหลักฐานเชื่อมโยงถึงตัวผู้กระทำความผิด ซึ่งเราจะเร่งดำเนินการตรงนี้ เมื่อถามว่าได้ตรวจสอบทะเบียนรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยหรือไม่ พล.ต.ท.วรพงษ์กล่าวว่าจะทำทั้งหมด โดยหลักฐานที่เรามีอยู่ ค่อนข้างมั่นใจว่าจะสาวถึงบุคคลต้องสงสัยได้ แต่รายละเอียดต้องขอเก็บไว้ก่อน
เมื่อถามย้ำว่าบัตรตำรวจที่พบในที่ เกิดเหตุ ยืนยันได้หรือไม่ว่าเป็นตำรวจจริง พล.ต.ท. วรพงษ์กล่าวว่ายังไม่ได้ตรวจสอบเบื้องต้น ทั้งนี้อาวุธทั้งหมดที่จับกุมได้ พนักงานสอบสวนต้องรับไปเก็บและตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม อาวุธที่เราจับกุมมาได้สามารถตรวจสอบถึงที่มาได้ เพราะปกติจะมีเลขกำกับอยู่ซึ่งต้องใช้เวลาและตรวจสอบแหล่งผลิต
-ตร.แถลง ยันไม่เกียร์ว่าง
เวลา 11.00 น. พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะโฆษกตร. พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ รองผบช.สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในฐานะ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) และพล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย ผบก.ประจำบช.น. ในฐานะโฆษกบช.น. ร่วมกันแถลงข่าวการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามการจลาจล ทั่วประเทศที่มาปฏิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมในกรุงเทพมหานครและเหตุการณ์ ชุมนุมในจังหวัดต่างๆ
พล.ต.ท.พงศพัศกล่าวถึงเรื่องการบังคับใช้ กฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า ตำรวจได้รับการตำหนิจากประชาชนว่าตำรวจเกียร์ว่างบ้าง ตรงนี้ยืนยันว่าตำรวจเป็นผู้รักษากฎหมาย ทำงานก็อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและนโยบายของรัฐบาล ตรงนี้ไม่มีปัญหาในการปฏิบัติ ตำรวจเองก็เข้าใจบทบาทดีอยู่แล้ว แต่ว่าการทำงานให้เขากับสถานการณ์ต่างๆ ต้องใช้ดุลยพินิจอย่างมากเพราะเป็นผู้ทำงานอยู่ส่วนหน้า คลุกคลีกับปัญหา ต้องให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น
-”โต้ข้อหาตร.มะเขือเทศ
พล.ต.ต. ประวุฒิกล่าวว่า การจับกุมผลคดีต่างๆแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือออกหมายจับกลุ่มผู้ที่ใช้ความรุนแรงและผู้สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง ตั้งแต่เหตุการณ์การชุมนุมเริ่มต้นมา ขณะนี้จับได้ 2 รายคือนายเมธี อมรวุฒิกุล และนายประยุทธ หลายเจริญ และจับกุมตามพฤติการณ์ที่เกิดขึ้นได้ 3 ราย ผู้ต้องหา 13 คนในเหตุการณ์การนำกลุ่มผู้ชุมนุมไปบ้านนายกรัฐมนตรี และเหตุการณ์บริเวณการสกัดกั้นตำรวจไม่ให้เข้ามาผลัดเปลี่ยนกำลังที่ย่าน คลอง หลวง จ.ปทุมธานี 11 ราย
โฆษกศปก.ตร.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณที่มีการระบุว่าตำรวจเป็นเสื้อแดงเป็นตำรวจมะเขือเทศ ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้กันกับผู้บังคับบัญชา จึงอยากชี้แจงให้สังคมทราบว่า ตำรวจสามารถแยกแยะได้ว่าระหว่างปฏิบัติหน้าที่และความชอบส่วนตัว เมื่อถามว่าการขอความเข้าใจจากนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลด้วยหรือไม่ พล.ต.ต.ประวุฒิกล่าวว่า เมื่อครั้งที่มีการประชุมหารือกับนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงกับท่านไปแล้ว ซึ่งท่านไม่ได้ตำหนิอะไร แต่ให้ข้อคิดว่าตำรวจควรพิจารณาได้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ เพราะตำรวจมีทั้งเกียรติและศักดิ์ศรี และหากไม่ดำเนินการก็มีความผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว
เกมยาวกองทัพแดง
ประหารเจ็ดชั่วโคตร
โดยโทษแต่ยุคโบราณกาล ต้องถือว่าร้ายแรงมาก กับเอกสารสำคัญที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แจกแผนผังเครือข่ายขบวนการล้มสถาบัน โยงกลุ่มแกนนำ นปช.ไปจนถึงหัวขบวนใหญ่อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เผยแพร่ประจานทางสื่อมวลชน
แต่ในจังหวะที่ “เสธ.ไก่อู” พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ.ยังออกตัวแบบกั๊กๆ เอกสารที่แจกจ่ายให้สื่อมวลชนเป็นแค่บทวิเคราะห์ของ ศอฉ. เกี่ยวกับการจาบจ้วงสถาบันอันเป็นที่เคารพรักของคนไทย หลายคนมีคดีความชัดเจน บางส่วนเป็นผู้ต้องสงสัย
ไม่ได้หมายความว่า ศอฉ.จะกล่าวร้ายคนใดคนหนึ่ง เป็นบทวิเคราะห์ให้พิจารณากัน
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ยังตอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำสักเท่าไหร่ เมื่อโดนนักข่าวจี้ถาม โครงข่ายที่ ศอฉ.นำมาแจกมีที่มาที่ไปอย่างไร
“ความจริงการเคลื่อนไหวมีมาตลอดตามสื่อต่างๆ แต่ความเชื่อมโยงในขณะนี้ ศอฉ. ได้เห็นภาพที่เป็นเครือข่ายชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก็ต้องดำเนินการต่อไป”
ออกมุก ตัดแปะจากข่าว
มันก็เป็นอะไรที่ไม่มีหลักประกันความชัวร์ สื่อสารมวลชน โดยเฉพาะหนังสือพิมพ์ ส่วนใหญ่ที่นำเสนอข่าวแผนผังขบวนการล้มสถาบัน ลงชื่อกันไปแล้วชัดๆ
มีหวังโดนลากพ่วงบัญชี ตามโปรแกรมน่าจะต้องไปเหนื่อยกันอีกทีในชั้นศาล
ตามคิวที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำเสื้อแดงประกาศทันควัน สิ่งที่ ศอฉ.นำมาเปิดเผย ไม่ เป็นความจริง เป็นการจินตนาการของรัฐบาล นำคนที่อยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลมาประกอบเป็นเรื่องราวเพื่อใส่ร้ายคนเสื้อแดง ดังนั้น แกนนำ นปช.ได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด
เพื่อดำเนินการฟ้องร้องนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และ พ.อ.สรรเสริญ รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
สวนหมัด ไล่ฟ้องดะ
โดยจังหวะที่คนเสื้อแดงต้องกระตุกขากางเกงฝ่ายถืออำนาจที่กำลังมันมือกับอิทธิฤทธิ์ พระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งศักดิ์สิทธิ์แค่ชั่วครู่ชั่วคราว
แต่มองกันตามเกมยาวๆ
กับข่าวที่กระเส็นกระสายตามหน้าหนังสือพิมพ์ แหล่งข่าวนายทหารระดับสูงระบุว่า ขณะนี้ผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก รู้สึกอึดอัด เนื่องจากนายกฯอภิสิทธิ์สั่งบี้ในที่ประชุม ศอฉ.ทุกครั้ง ให้กองทัพเร่งรัดสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงโดยเร็ว
นายกฯพยายามจะใช้ทหารในฐานะเป็นกลไกของรัฐเป็นเครื่องมือดำเนินการ แต่ พล.อ.อนุพงษ์พยายามแสดงจุดยืนว่า การแก้ปัญหาไม่ใช่ ให้ทหารนำกำลังพร้อมอาวุธไปปราบประชาชน เพราะย่อมมีการสูญเสียชีวิตได้ ไม่เกิดประโยชน์อะไร
แต่สถานการณ์ขณะนี้ ผู้บัญชาการเหล่าทัพเห็นตรงกันว่า แนวทางการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการเจรจา รัฐบาลต้องยอมเสียสละเพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสู่ภาวะปกติให้ได้โดยเร็ว กรอบเจรจาจะกำหนดเงื่อนไขยุบสภาภายในกี่เดือนก็ต้องหารือกันไป
“ดาบนั้น” เริ่มหันกลับไปสนองรัฐบาล
ทหารโยนโจทย์หินๆกลับไปให้ “อภิสิทธิ์” เคลียร์เอง
สลายม็อบแดงเสี่ยงเพิ่มตัวเลขคนตาย ถ้าบานปลายจะรับผิดชอบความเสียหายกันไม่ไหว จี้ “อภิสิทธิ์” ให้เสียสละคนเดียวง่ายกว่า
ถึงนาทีนี้ท็อปบูตก็เขี้ยวพอที่จะไม่ตกเป็นแพะให้นักการเมือง เรื่องของเรื่อง ถ้าเชื่อกันตามฤกษ์ผานาทีของแกนนำคนเสื้อแดง มาถึงวันนี้ก็ผ่านตีหนึ่งสิบสองนาที คืนวันที่ 26 ค่อนรุ่งวันที่ 27 เมษายน เลยนาทีดาวพฤหัสเคลื่อนย้ายไปแล้ว
มวลชนคนเสื้อแดงจะยิ่งทรงพลัง
เรื่องของศาสตร์ลี้ลับก็ว่ากันไป แต่ความจริงเบื้องหน้าก็อย่างที่เห็นกัน
โดยพัฒนาการเติบโตของมวลชนเสื้อแดงที่เริ่มจากสู้เพื่อ “ทักษิณ” ฟัดกับฝ่ายต้าน “ทักษิณ” ยกระดับเป็นไพร่ชนกับอำมาตย์ ขยายวงสงครามชนชั้น ฝังรากลึกอยู่ในชนชั้นกลางลงไปถึงระดับรากหญ้า
วันนี้คนเสื้อแดงได้กลายเป็น “ชนกลุ่มหนึ่ง” ในสังคมไทยไปแล้ว
ไม่ใช่แค่ “ชนกลุ่มน้อย” แต่เป็นชนกลุ่มใหญ่ที่มีกำลังในการกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อิทธิพลที่มีเหนือพรรคเพื่อไทย ลูกข่ายของอดีตนายกฯทักษิณ ต่อไปก็ต้องอยู่ใต้อาณัติของทีมงานคนเสื้อแดง
ชี้นิ้วยังไงก็ต้องอย่างนั้น.
ทีมข่าวการเมือง
ไม่ชอบรุนแรง
สถานการณ์วันนี้เตลิดเปิดเปิงไปไกลสุดกู่เกินเยียวยา
คนไทยด้วยกันก็เหมือนไม่ใช่คนชาติเดียวกัน
มีกฎหมายก็เหมือนกฎหมายไม่มี
มีรัฐบาลก็เหมือนรัฐบาลไม่มี
มีรัฐสภาก็เหมือนไม่มีรัฐสภา
แล้วจะอยู่กันยังไงเนี่ย…ประเทศไทย??
ก็อยู่กันไปแบบเสียวๆ เครียดๆ อย่างนี้แหละโยม
การที่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิเสธการเจรจากับแกนนำม็อบเสื้อแดงเท่ากับรัฐบาลปิดโอกาสยุติปัญหาด้วยสันติวิธี
ทำให้รัฐบาลไม่เหลือทางเลือกอื่น…นอกจากใช้กำลังสลายการชุมนุม
การใช้กำลังสลายการชุมนุมย่อมต้องใช้ความรุนแรง
เมื่อรัฐบาลเลือกใช้ความรุนแรง รัฐบาลต้องรับผิดชอบผลกระทบที่จะตามมา
อย่างไรก็ตาม “แม่ลูกจันทร์” ยังเบาใจที่กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งขีดเส้นตายให้รัฐบาลต้องสลายการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ให้เรียบร้อยภายใน 7 วัน
ถ้าครบ 7 วัน รัฐบาลยังไม่ดำเนินการจะระดมมวลชนออกมาจัดการเอง
ล่าสุด แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯตัดสินใจยังไม่เป่านกหวีดระดมมวลชนเสื้อเหลืองออกมาประจัญบานกับมวลชนเสื้อแดง
แต่เรียกร้องรัฐบาลและกองทัพให้ใช้ ความเด็ดขาดจัดการกับเสื้อแดง เพราะถ้าปล่อยให้อำนาจเกิดสุญญากาศ สังคมไร้ ระเบียบ บ้านเมืองเป็นอนาธิปไตย จะเกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างร้ายแรง
“แม่ลูกจันทร์” เห็นว่าการที่กลุ่มพันธมิตรฯไม่ออกมาร่วมผสมโรงช่วยลดอัตราเร่งที่จะเกิดมิคสัญญีไปได้พอสมควร
แต่ถึงไม่เกิด “ม็อบชนม็อบ” วิกฤติการเมืองไทยก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรง
และจะยกระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน
มีแนวโน้มสูงมากที่จะบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง
สถานการณ์วันนี้ สื่อมวลชน นักวิชาการ นักสันติวิธี มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า รัฐบาลกับเสื้อแดงต้องสู้กันแตกหักแน่นอน
แม้แต่สื่อต่างประเทศที่ติดตามวิกฤติการเมืองไทย ก็ฟันธงตรงกันว่า จะเกิดการปะทะกันระหว่างทหารกับประชาชน จนกลายเป็นสงครามกลางเมือง
ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพฯ แต่ขยายไปทั่วประเทศไทย
แต่ประเด็นร้อนที่ต้องจับตาคือ ท่าทีของประเทศอาเซียนที่ออกมาแสดงความห่วงใยอาการป่วยหนักของไทย
รัฐบาลเวียดนาม ในฐานะประธานอาเซียน ออกมาเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทน หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง
รัฐบาลอินโดนีเซียเสนอให้ประเทศอาเซียนประชุมด่วนเพื่อร่วมหาแนวทางยุติความรุนแรงในประเทศไทย
ล่าสุด อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ ซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียนที่ไม่มีพรมแดนติดกับไทย ขออาสาเป็น “คนกลาง” ให้ นายกฯอภิสิทธิ์ กับ “แกนนำ นปช.” กลับมาเจรจาแก้ปัญหาขัดแย้งอย่างสันติวิธี
โดยเสนอให้มีการยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่ ภายในกรอบเวลาที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน
โดยระหว่างนี้ให้จัดตั้ง “รัฐบาลแห่ง ชาติเฉพาะกิจ” ที่มีทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน ร่วมกันบริหารประเทศชั่วคราว
นี่คือโรดแม็ปที่กลุ่มประเทศอาเซียนเห็นพ้องต้องกัน
1, คัดค้านการใช้ความรุนแรง
2, ให้รัฐบาลเสียสละยุบสภาฯ คืนอำนาจให้ประชาชน
3, ให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ร่วมบริหารประเทศชั่วคราว
นายกฯอภิสิทธิ์ฟังข้อเสนอแล้วคงส่ายหน้าเป็นพัดลม.
“แม่ลูกจันทร์”
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังแต่งภาพละครแขวนคอ
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังแต่งภาพละครแขวนคอ
โดย :สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
นักคิดที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งเคยกล่าวว่า ประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกในลักษณะโศกนาฏกรรม (tragedy) ครั้งที่สอง ในลักษณะ ตลกชวนสมเพช (farce)
เมื่อ 34 ปีก่อน ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล โดยมี มรว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี และมี ชวน หลีกภัย ฮีโร่ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งของรัฐบาล กลุ่มปฏิกิริยาขวาจัดได้ร่วมมือกันสร้างสถานการณ์ปลุกระดม ด้วยการนำภาพถ่ายการแสดงละครของนักศึกษาธรรมศาสตร์ เพื่อประท้วงเหตุการณ์ที่มีช่่างไฟฟ้านครปฐม 2 คน ที่กำลังร่วมกับขบวนการนักศึกษาขณะนั้นรณรงค์ต่อต้านการกลับมาของทรราชถนอม เพื่อฟื้นเผด็จการ ถูกแขวนคอตายอย่างสยดสยอง มาโฆษณาว่า นักศึกษากำลังกระทำการดูหมิ่นองค์รัชทายาท
อาศัยข้ออ้างนี้ อันธพาลการเมืองและกำลังตำราจ ตชด. ได้บุกโจมตีเข้าไปธรรมศาสตร์ ในเช้าตรู่ของวันที่ 6 ตุลาคม
สิ่งที่ตามมาคือ การฆ่าหมู่กลางเมืองที่ป่าเถื่อนที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
หลังเหตุการณ์นั้น ชวน หลีกภัย เอง กับเพื่อน “ปีกซ้าย” ประชาธิปัตย์ อย่างสุรินทร์ มาศดิษถ์ บิดาของคุณหญิงสุพัตรา ต้องหลีกหนีภัยการเมืองขวาจัดกลับไปบ้านเกิดทางใต้ คุณสุรินทร์ต้องหนีไปบวช ขณะที่ ชวน หันไปจับปากกา เขียนสารคดีชุด “เย็นลมป่า” เพื่อเตือนให้ผู้มีอำนาจเห็นว่า ผลจากการปราบปรามครั้งนั้น ได้ผลักดันให้คนดีๆจำนวนมาก ไม่มีทางเลือกทางอื่น นอกจากเข้าป่าจับปืนขึ้นสู้
34 ปีผ่านไป โดยการคอยยุเชียร์ของชวน หลีกภัย ที่ตอนนี้ สวมวิญญาณเหยี่ยวการเมืองกระหายเลือดเสียเอง รัฐบาลประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังดำเนินการสร้างภาพ “ละครแขวนคอ” ชุดใหม่ เพื่อเตรียมใช้กำลังติดอาวุธเข้าปราบผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์
“ภาพละครแขวนคอ” ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครั้งนี้ แม้หน้าตาภายนอกจะต่างออกไปจาก “ภาพละครแขวนคอ” ครั้งก่อน แต่เนื้อหาไม่ต่างกัน คือ ออกมาในรูปของ “แผนภูมิ” ของสิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เรียกว่า “เครือข่ายล้มเจ้า” ที่เผยแพร่โดย ศอฉ. เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา
ที่ไม่ต่างกันเลยคือ การใช้ข้อหาว่า มีการล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์เกิดขึ้น โดยที่ข้อหานั้น ไม่เป็นความจริงเลย (เช่นเดียวกับที่ ไม่เคยมีการเล่นละครแขวนคอหุ่นหรือคนที่แต่งหน้าเป็นองค์รัชาทายาท ในสมัยนั้น ในปัจจุบัน ก็ไม่มี “เครือข่าย” เพื่อการ “ล้มเจ้า” แต่อย่างใด)
และจุดมุ่งหมายของ “ภาพละครแขวนคอ” ครั้งนี้ ก็เหมือนกันกับครั้งก่อน คือ เพื่อปูทาง เป็นข้ออ้างสำหรับการฆ่ากลางเมือง
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โชคดีที่โตไม่ทัน เมื่อมีเหตุการณ์ 6 ตุลา จึงไม่ต้องผ่านประสบการณ์ที่มีลักษณะ “บาดแผลร่วม” (collective trauma) ของสังคมไทย ที่เจ็บปวดและร้าวลึกอย่างไม่อาจบรรยายได้ ที่เป็นผลตามมาจากเหตุการณ์นั้น
เสียดายที่ ชวน หลีกภัย ครูการเมืองของอภิสิทธิ์เอง ได้เสียสติ เสียความจำไปเสียแล้ว
อย่างไรก็ตาม ผมหวังอย่างยิ่งว่า วินาทีนี้ ยังไม่สายเกินไป ที่ อภิสิทธิ์ จะตั้งสติ คิดถึงผลที่จะตามมา ของสิ่งที่เขากำลังตระเตรียมทำอยู่นี้
อันที่จริง ถ้าเพียงแต่ผมเป็นหนึ่งใน “เครือข่ายล้มเจ้า” จริง และถ้าเพียงแต่ผมจะต้องการอำนาจอย่างไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้นในลักษณะเดียวกับที่อภิสิทธิ์กำลังหวงอำนาจของตัวเอง, ผมควรยุเสียด้วยซ้ำว่า Bring It On “เอาเลยครับ” รีบทำขั้นตอนต่อไป หลังจากแต่งภาพ “ละครแขวนคอ” (เผยแพร่ “แผนภูมิเครือข่ายล้มเจ้า”) ไปแล้ว แบบเดียวกับที่พวกขวาจัด ทำต่อไปหลังโฆษณาภาพ “ละครแขวนคอ” ของพวกเขาเมื่อ 34 ปีก่อน
เพราะผมเชื่อแน่นอนว่า ถ้าอภิสิทธิ์ทำเช่นนั้น ไม่เพียงแต่ผู้คนจะตายเป็นเบือ แต่สิ่งที่จะตามมา จะเป็นการเริ่มต้นของจุดจบ ไม่เพียงของอภิสิทธิ์เอง แต่ของ “เครือข่าย” จริงๆที่หนุนหลังอภิสิทธิ์ตอนนี้ด้วย
บูรพาพยัคย์..เจอของจริงแล้ว
…หลังจากเหตุการณ์ปฏิวัติ เมื่อเดือนกันยายน 2549
….คงปฏิเสธกันไม่ได้ว่ามีทหารกลุ่มหนึ่ง
…..ก้าวเข้ามามีบทบาทสูงกับการเมืองไทย
….นั่นคือกลุ่ม 3 ป.
….หมายถึง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม
…“บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.
….และ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.
….ซึ่งเป็น 3 พี่น้องแห่ง “บูรพาพยัคฆ์” ที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร
….กำลังสำคัญในการปฏิวัติครั้งล่าสุด
…วงการทหารวิเคราะห์กันว่า นับตั้ง แต่ “ประวิตร-อนุพงษ์-ประยุทธ์” เข้ามากุมอำนาจในกองทัพ
…..ได้มีการจัดวางทายาทสาย “บูรพาพยัคฆ์” ไว้ยาวเหยียด และจะขยับตามกันไปเป็นลูกระนาด ก่อนพล.อ. อนุพงษ์เกษียณอายุราชการในปลายเดือนกันยายน นี้
ต้องรักษาสายอำนาจนี้เอาไว้ให้จงได้
…………………………………….
บัดนี้กองกำลังสายหลักของบูรพาพยัคฆ์ที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกร
สั่งกองกำลังเข้าขอพื้นที่การชุมนุมคืน
สั่งทหารปิดทางถอยทั้งหมดเพื่อบีบผู้ชุมนุมหลายด้าน
ตีเกราะเคาะกระบองข่มขวัญ
ใช้แก๊สน้ำตา…กระบอง..ทุกอย่างเข้าประชันกันอย่างดุเดือด
ส่งเฮลิคอปเตอร์ทางอากาศบินข่มขวัญโปรยแก๊สน้ำตาที่ปวดแสบปวดร้อนอย่างยิ่งใส่ฝูงชน..ที่วิ่งอลหม่าน
……………………………………
ผลเป็นอย่างไรกันบ้าง….เสื้อแดงสามารถยันบูรพาพยัคฆ์อยู่ได้
บูรพาพยัคฆ์ได้เจอของจริงแล้ว
ได้เจอกับการต่อสู้ที่ไม่กลัวตายของพวกคนเสื้อแดง
………………………………………………..
พวกคนเสื้อแดงได้รุกรบอย่างมีวินัยเยี่ยงทหาร
สั่งบุก…บุก..สั่งถอย…ถอย…สั่งเสริมกำลัง…ทำทันที
ต่อสู้อย่างหัวใจที่พองโตอย่างยิ่ง
มีมือใช้มือ..มีก้อนหินใช้ก้อนหิน..มีไม้ใช้ไม้…
มีแก๊สก็ใช้แก๊ส….อาจมีปืนก็ใช้ปืน
………………………………………………
โดนปาแก๊สน้ำตาวิ่งไปหยิบขึ้นมาแล้วปากลับคืน
โดนน้ำฉีดกลับฟ้อนรำสู้กับน้ำ
โดนยิง..โดนฆ่ายิ่งวิ่งเข้าใส่
ไม่สั่งถอยไม่มีถอย
สั่งเสริมกำลังจุดใด
จุดนั้นเต็มทันที
ไม่กลัว..ไม่เหนื่อย..ไม่ล้า…และไม่ยอมแพ้
คนเจ็บคนตายขอออกไป…คนต่อไปถาโถมสู้ต่อ..แบบบ่ยั่น
……………………………….
บูรพาพยัคฆ์อันยิ่งใหญ่
ทั้งหน่วยอรินทราช…หน่วยปราบจราจล…หน่วยรบหลัก…
เจอของจริงเข้าไปแล้ว
………………………………………………………………….
ทุกฝ่ายถอยกลับที่ตั้ง
บูรพาพยัคฆ์ที่อนาคตต้องคุมกองทัพ
มีเสนาธิการชั้นหัวกระทิ
เจอของจริงคราวนี้
อาจนอนเอาเท้าก่ายหน้าผาก
……………………………………………….
ทำเบาๆก็ไม่อาจชนะ
ทำหนักๆก็ประชาชนไทยเหมือนกัน
การฆ่าประชาชนทั้งหมดนั้น…เป็นไปไม่ได้
การปลุกกระแสให้ประชาชนเสื้อแดงไม่จงรักภัคดี..ทั้งซีดีและหนังสือ
ก็ปลุกไม่ขึ้น
การปลุกกระแสว่าเสื้อแดงทำเพื่อคนคนเดียว
กลับเป็นแบมบูแรงเหวี่ยงเข้าใส่บูรพาพยัคฆ์
ที่ต้องระดมสรรพกำลังทั้งประเทศเพื่อคุณมาร์คคนเดียว
……………………………………………………………
เพื่อรักษาไว้ซึ่งฐานอำนาจ..สายบัญชาการ
กองกำลังบูรพาพยัคฆ์มีหนทางเดียวเท่านั้น
คือร่วมสร้างสรรค์สิ่งที่ดีดีให้กับประชาชน
ไม่เช่นนั้น….เจอของจริงอีกครั้ง..
บูรพาพยัคฆ์อาจถึงตอนอวสาน
…..อมิตรพุทธ………
ให้เครดิต
http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=560&contentID=52828
และที่มา จากคุณ : Aleksnaubon
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P9117537/P9117537.html
มือเปื้อนเลือดจนได้ !
ลางบอกเหตุมาก่อนเลย
ตั้งแต่ช่วงสายของวันที่ 10 เมษายน ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบนำหมายจับแกนนำบุกเข้าไปกลางวงผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่เวทีราชประสงค์ เกิดเหตุชุลมุนทำให้พระพุทธรูปสีแดงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของกองทัพ นปช.
หล่นลงมาแตก หักออกเป็น 2 ท่อน
ตามปรากฏการณ์ไม่ใช่ฤกษ์ดีแน่นอน
แล้วก็ดังคาด “นาทีเลือดเดือด” บ่ายโมงกว่าๆ กองทัพเสื้อแดงที่เวทีสะพานผ่านฟ้าฯ เคลื่อนขบวนปิดล้อมกองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนิน หลังแว่วข่าวทหารเตรียมเคลื่อนกำลังสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ยึดคืนพื้นที่เวทีสะพานผ่านฟ้าฯ
จุดเริ่มการปะทะ ทหารฉีดน้ำไล่กลุ่มผู้ชุมนุม ตามด้วยการยิงแก๊สน้ำตา กระสุนยาง เพิ่มระดับการลุยแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ในอารมณ์เตลิดเปิดเปิงไม่กลัวตาย วิ่งเข้าหาทหาร
สัญญาณมัจจุราชเตือนแล้ว
และความจริงที่มีหลักฐานยืนยันได้ ในห้วงนาทีหัวเลี้ยวหัวต่อ จังหวะที่ทหารรุกคืบมาจ่อประจันหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว ในช่วงฟ้าใกล้มืดสลัว นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้ขึ้นเวทีที่สะพานผ่านฟ้าฯ ปราศรัยดังๆ
เตือนไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ให้ยุติการปฏิบัติการ ไว้รอตอนรุ่งสางค่อยว่ากัน
เพราะหากมีการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีเป็นจำนวนมากในเวลามืดค่ำ โดยความสุ่มเสี่ยงจะไม่สามารถควบคุมความเสียหายที่เกิดขึ้นได้
กระตุก “อภิสิทธิ์” อยู่บนทางสองแพร่งที่ยังมีโอกาสเลือก ทางหนึ่งเดินไปสู่การยุบสภา แล้วกลับมาเป็นนายกฯใหม่ หรือถึงไม่ได้ ก็ยังอยู่ในวิสัยนักการเมืองที่ต้องกลับคูหาเลือกตั้งไปหาประชาชน กับอีกทางเลือกหนึ่งเดินหน้าปราบประชาชนคนเสื้อแดง แล้วเกิดความสูญเสียเลือดเนื้อ คนชื่อ “อภิสิทธิ์” ก็จะถูกประทับตราเป็นทรราชที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย
มือมวลชนคนเดือนตุลาฯ เตือนแล้ว แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบกลับจากฝ่ายถืออำนาจ
หลังจากนั้นไม่กี่อึดใจก็เริ่มยุทธการตะลุมบอน ก่อนที่สิ้นเสียงปืน เสียงระเบิด กลิ่นคาวเลือดคลุ้ง ไล่นับตัวเลขจนถึงเย็นวันที่ 11 เมษายน ผู้เสียชีวิต 20 ราย บาดเจ็บอีกกว่า 800 คน
กงล้อประวัติศาสตร์ไม่สามารถหนีอาถรรพณ์การเมืองไทยต้องเซ่นด้วยเลือด
ไม่ว่าจะยังไง โดยความรับผิดชอบของผู้นำประเทศที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ตัดภาพ “อภิสิทธิ์” นั่งแถลงเพียงลำพังหลังเกิดเหตุปะทะนองเลือด โดยไม่มีขุนทหารนั่งขนาบข้างแต่อย่างใด ในบทแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตพอเป็นพิธี
แล้วก็วกเข้าสไตล์เก่า “เล่าความข้างเดียว”
ต้องยอมรับว่า ความสูญเสียส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่พกพาอาวุธ และมีการทำร้ายเจ้าหน้าที่ทหารที่เน้นการยิงขึ้นฟ้า และตอบโต้ในจังหวะจวนตัว
แต่ไม่พูดถึงว่า การที่ทหารพกอาวุธสงคราม ปืนเอ็ม 16 พร้อมกระสุนจริงเข้าไปในการสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ตามหลักสากลมีที่ไหนในโลกเขาทำกัน
เพราะมันเท่ากับว่า ตั้งท่าเตรียมเล่นของหนักกับกลุ่มผู้ชุมนุมมาตั้งแต่ต้น โดยการบัญชาการของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
และยังมีปมที่ฟันธงไม่ได้ กับระเบิดเอ็ม 79 ที่ยิงเข้าใส่กลุ่มทหาร โดยการแถลงของ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. ที่นำ ด.ต.วิชิต สันติสิทธิมนต์ทอง เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บก.น.6 ที่ไปแทรกซึมป้องกันเหตุในกลุ่มผู้ชุมนุม มายืนยัน เห็นชายฉกรรจ์คนหนึ่งสวมเสื้อและกางเกงสีดำ คลุมไอ้โม่งบังใบหน้าเห็นแต่เพียงลูกตา ถืออาวุธปืนเอ็ม 79 แนบลำตัว พร้อมยิงเข้าไปในจุดที่มีการปะทะกัน
จึงเข้าล็อกจับกุมตัว แต่เนื่องจากคนร้ายรูปร่างสูงใหญ่ ส่วนตนตัวเล็กกว่า พยายามจะกอดฟัดกับไอ้โม่ง และตะโกนให้ผู้ชุมนุมที่อยู่ใกล้เคียงช่วย แต่มีเสียงระเบิดและเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะ คนร้ายจึงสลัดหลุดหลบหนีไป แต่ยึดอาวุธปืนไว้ได้
ตามรูปการณ์เข้าข่ายมือที่สามป่วนสถานการณ์ มันรวบรัดเกินไปที่จะโยนให้เป็นฝีมือของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ชุมนุมโดยปราศจากอาวุธมาตลอด 20 กว่าวัน
เอาเป็นว่า โดยปรากฏการณ์หลังนาทีแห่งความสูญเสีย กับคำถามที่เกิดขึ้น
“บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก ที่ข่าววงในระบุเป็นคนทุบโต๊ะ “ทุกอย่างต้องจบ” ก่อนนาทีทหารลุยสลายกลุ่มผู้ชุมนุม
จะฝ่าอาถรรพณ์ “ไม่มีรอง ผบ.ทบ.ขึ้นเป็นจ่าฝูงกองทัพบก” ได้หรือไม่
นายกฯอภิสิทธิ์ที่ “มือเปื้อนเลือด” ซะแล้ว จะจัดการกับอนาคตอย่างไร ท่ามกลางเสียงคำรามด้วยความเคียดแค้นของกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ใช่แค่ยุบสภา ลาออกจากนายกรัฐมนตรี
แต่ต้องออกจากประเทศไทยไปเลย.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
มหาอำมาตย์ = ประธานองคมนตรี
มหาอำมาตย์ = ประธานองคมนตรี อันนี้คงไม่ต้องตีความใดๆ อย่างที่บางแก๊งค์บางสีพยายามจะให้เป็น ถ้าเคยดูหนังจักรๆ วงๆ ตอนเช้าช่อง 7 หรือแม้แต่ไปดูประวัติศาสตร์โลก ตัวปัญหาและความเสื่อมหรือความเจริญก็คือพวกอำมาตย์… ลองไปหาอ่านกันดูครับมันมักจะจบคล้ายๆกัน … แต่เอาสถานการณ์ปัจจุบัน ทำไมแดงถึงไล่มหาอำมาตย์และสมุน จริงๆ ก็เถียงกันไปกันมา แต่วันี้พอผมไปอ่าน link นี้เข้า คำถามทั้งหลายก็จบลงที่ตัวมันทันที
ก่อนเข้ารับหน้าที่ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามมาตรา 18 หรือมาตรา 19 ต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภาด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
“ ข้าพเจ้า (ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์(พระปรมาภิไธย) และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ ”
ผมจำได้ว่าคนหัวขาวคนนึงเป็นคนไปปลุกในหลวงจากบรรทม เพื่อให้คณะ นายทหาร คปค.เข้าเฝ้าเพื่อฉีก “รัฐธรรมนูญปี 40″… และเนี่ยแหละครับทำไมเสื้อแดงต้องมาไล่ “มหาอำมาตย์ หัวขาวคนนี้”


